วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม 2569

Login
Login

‘อิหร่าน’ ต่างหาก ที่ถือ ‘กุญแจ’ เปิดตลาดพลังงานโลก ไม่ใช่ ‘สหรัฐ’

‘อิหร่าน’ ต่างหาก ที่ถือ ‘กุญแจ’ เปิดตลาดพลังงานโลก ไม่ใช่ ‘สหรัฐ’

เมื่อบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบียอย่าง “อารัมโก” บอกกับผู้ซื้อน้ำมันผ่านจดหมายที่ส่งไปในสัปดาห์นี้ว่า บริษัทยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะใช้ท่าเรือใดในการส่งออกน้ำมันในเดือนเม.ย. นั่นได้เผยให้เห็นความเป็นจริงใหม่แล้วว่า อิหร่าน” ต่างหากที่ถือกุญแจสำคัญในการ “เปิดตลาดพลังงานโลก” ไม่ใช่ “สหรัฐ

ในจดหมายที่ส่งถึงผู้ซื้อน้ำมันซาอุดีอาระเบีย ทั่วโลก ระบุว่า พวกเขาอาจได้รับน้ำมันจากทะเลแดง แต่ก็อาจยังได้รับจากอ่าวเปอร์เซียด้วย

“เราอาจต้องโทรศัพท์หาอิหร่านเพื่อถามว่าเมื่อไรสงครามจะจบ เพื่อที่เราจะได้น้ำมันมา” ผู้ซื้อน้ำมันจากซาอุดีอาระเบีย เจ้าประจำรายหนึ่งกล่าวเมื่อได้รับจดหมาย ขณะที่สงครามดำเนินไปอย่างดุเดือดทั่วอ่าวเปอร์เซีย และอิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ

รอยเตอร์รายงานว่า ความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นภายใน และภายนอกตะวันออกกลางว่า ขณะที่สหรัฐ และอิสราเอลอาจประกาศยุติสงครามได้ทุกเมื่อ แต่ “อิหร่าน” จะเป็น “ผู้มีอำนาจ” ในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับช่วงเวลาที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) บอกว่า เป็นการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน และก๊าซครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า สหรัฐใกล้จะชนะในสงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กรอบเวลาที่เขาระบุไว้คือ ช่วงเวลาหลายวันไปจนถึงหลายสัปดาห์

ที่ผ่านมา อิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐ และอิสราเอล ด้วยการยิงโดรน และขีปนาวุธใส่เรือในช่องแคบฮอร์มุซ และปิดเส้นทางขนส่งน้ำมัน และก๊าซ LNG ราว 20% ให้กับบรรดาโรงกลั่น โรงงานปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นทั่วโลก

บรรดาผู้บริหารบริษัทต่างๆ ในตะวันออกกลาง และธุรกิจตะวันตกต่างเตือนว่า การกลับมาเริ่มต้นการขนส่งทางเรือ และเริ่มการผลิตอีกครั้ง จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนมากกว่าแค่การรับประกันความปลอดภัยจากสหรัฐ แม้ว่าการสู้รบจะยุติลงในทันทีก็ตาม

อิหร่านคือ ผู้คุมสงคราม?

การที่เตหะรานมีความสามารถในการผลิต และใช้โดรนต้นทุนต่ำ นั่นหมายความว่า อิหร่านมีความสามารถในการขัดขวาง หรือทำให้การขนส่งทางเรือเป็นอัมพาตได้นานกว่าการประกาศยุติปฏิบัติการสู้รบของฝ่ายที่โจมตีอิหร่านเสียอีก

แม้ทรัมป์ได้กล่าวไว้ว่า สหรัฐอาจส่งเรือคุ้มกันทางทหารเพื่อช่วยฟื้นฟูการจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเรียกร้องให้พันธมิตรส่งเรือรบเพื่อรักษาความปลอดภัยในช่องแคบดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมพลังงานระดับอาวุโสในอ่าวเปอร์เซียกล่าวกับรอยเตอร์ว่า เรือคุ้มกันอาจทำให้การจราจรในช่องแคบเป็นปกติไม่ได้ ถ้าสหรัฐ และอิสราเอลไม่ตกลงยอมรับเงื่อนไขของอิหร่าน ที่รวมถึงการยุติการโจมตีหรือภัยคุกคามใดๆ ต่อการขนส่งทางเรือ และเสริมว่า เรือน้ำมันของตนจะอยู่กับที่ จนกว่าอิหร่านจะรับประกันเส้นทางที่ปลอดภัย

นีล ควิลเลียม จากสถาบันวิจัยแชทแธมเฮาส์ กล่าวว่า หากสหรัฐ และอิสราเอลประกาศชัยชนะภายใต้เงื่อนไขที่อิหร่านไม่ยอมรับ อิหร่านก็จะพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศไม่ได้พ่ายแพ้จากการก่ออุปสรรคต่างๆ อย่างการวางทุ่นระเบิดหรือการใช้โดรน

เมื่อวันเสาร์ (14 มี.ค.69) ที่ผ่านมา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) สามารถสกัดโดรนได้ในท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางขนถ่ายน้ำมันของยูเออี เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสหรัฐโจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นประตูส่งออกน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน

เฮลิมา ครอฟต์ จาก RBC Capital อดีตนักวิเคราะห์ของซีไอเอ บอกว่า

อิหร่านกำลังส่งสัญญาณว่า ไม่มีที่ใดปลอดภัยในความขัดแย้งนี้ และวอชิงตันจะไม่สามารถควบคุมการยกระดับความรุนแรงของสงครามได้

และชี้ให้เห็นว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีจากตัวแทนในเยเมน อิรัก และที่อื่นๆ

กลุ่มฮูตีซึ่งเป็นพันธมิตรอิหร่านในเยเมนอาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับอุตสาหกรรมพลังงาน และการขนส่งทางเรือ รวมถึงเศรษฐกิจโลก จากการโจมตีท่าเรือยานบูในทะเลแดงของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันทางเลือกเพียงแห่งเดียวของซาอุดีอาระเบีย ณ ปัจจุบัน

ความเชื่อมั่นล่มสลายไปแล้ว

ที่ปรึกษาด้านพลังงานของรัฐบาลอิรัก กล่าวว่า วิกฤตินี้ได้ทำลายความเชื่อมั่นในเส้นทางขนส่งน้ำมันไปแล้ว และเผยให้เห็นจุดอ่อนของภูมิภาคในการป้องกันระบบพลังงานของตนเอง พร้อมเสริมว่า การฟื้นฟูอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน ขณะที่การรับประกันการขนส่งทางเรืออาจแพงขึ้น และหาได้ยากมากขึ้น เพราะมีความเสี่ยงสูง

การโจมตีของอิหร่านส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งต้องปิดดำเนินการ ทั้งในซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี, บาห์เรน และอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมัน และก๊าซพุ่งสูงขึ้นถึง 60%

นักวิเคราะห์หลายคน รวมถึงนักวิเคราะห์จากมอร์แกน สแตนลีย์ บอกว่า แม้ความขัดแย้งนี้อาจหาทางออกได้รวดเร็ว แต่ตลาดอาจหยุดชะงักอีกหลายสัปดาห์

นักวิเคราะห์จาก Rapidan Energy บอกว่า บริษัทน้ำมันระดับโลกอาจชะลอการกลับเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย ทำให้การเริ่มดำเนินงานโรงกลั่นในบางแห่งล่าช้า และเสี่ยงสร้างความเสียหายให้กับแหล่งกักเก็บน้ำมัน

นอกจากนี้ การปิดเส้นทางขนส่งทางเรือยังบีบให้ผู้ผลิตลดระดับการผลิตน้ำมันลงด้วย เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถส่งออกน้ำมันของตนได้อีก

ตัวอย่างเช่น อารัมโก ได้ยุติการผลิตในโรงกลั่นน้ำมันนอกชายฝั่งขนาดใหญ่สองแห่งอย่าง ซาฟานิยา และซุลุฟ ทำให้ผลผลิตของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มโอเปกลดลง 20%

ขณะที่อิรัก ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 มีปริมาณการผลิตลดลง 70% ส่วนยูเออี ซึ่งเป็นผู้ผลิตเบอร์ 3 ของโอเปกก็ผลิตได้ลดลงเช่นกัน

ผลผลิตน้ำมันโดยรวมของตะวันออกกลางตอนนี้ลดลงประมาณ 7-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 7-10% ของความต้องการโลก

ด้านกาตาร์ยุติการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวทั้งหมดแล้ว ทำให้อุปทานก๊าซ LNG ของโลกลดลง 20% และพวกเขาบอกผู้ซื้อว่าอาจไม่ได้รับสินค้าจนถึงเดือนพ.ค. นี้

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมนี้บอกกับรอยเตอร์ “มันเป็นเรื่องปกติ มันปลอดภัย เราไม่สามารถเอาชีวิตไปเสี่ยง”

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์