มหาอำนาจตะวันตก เช่น สหรัฐ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และอื่นๆ เพิ่มความพยายามปกป้องพันธมิตรอ่าวเปอร์เซีย จากการโจมตีของอิหร่าน เร่งส่งอาวุธเข้าไปเพิ่มเติม
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลด้วยการระดมยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) บาห์เรน กาตาร์ และรัฐอ่าวเปอร์เซียอื่นๆ สร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตน้ำมัน
ออสเตรเลียประกาศในวันอังคาร (10 มี.ค.) ว่า จะจัดหาขีปนาวุธทันสมัยยิงจากอากาศสู่อากาศให้ยูเออี และกำลังส่งเครื่องบินสอดแนม E-7A Wedgetail หนึ่งลำพร้อมเจ้าหน้าที่ 85 คนเข้าไปในอ่าวเปอร์เซียซึ่งจะเริ่มใช้งานได้ภายในสิ้นสัปดาห์นี้ และคาดว่าจะถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจเป็นระยะเวลาเบื้องต้นสี่สัปดาห์ทำหน้าที่ลาดตระเวนระยะไกลเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยน่านฟ้าในอ่าวเปอร์เซีย
ส่วนกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่จัดหาระบบป้องกันขีปนาวุธให้กับรัฐอ่าวเปอร์เซียตั้งแต่ก่อนสงคราม วอชิงตันโพสต์รายงานอ้างเจ้าหน้าที่ผู้ไม่เปิดเผยตัวตนว่า ขณะนี้เพนตากอนกำลังเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนของระบบต่อต้านขีปนาวุธข้ามทวีปในชั้นบรรยากาศปลายทาง (Terminal High Altitude Area Defense: THAAD) จากเกาหลีใต้ไปยังตะวันออกกลางนอกจากนี้กองทัพสหรัฐยังดึงเครื่องสกัดแพตทริออตจากอินโดแปซิฟิกและอื่นๆ ไปเสริมการป้องกันการยิงขีปนาวุธของอิหร่านด้วย
THAAD เป็นระบบของบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน ที่ออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นขีปนาวุธทันสมัยและเคลื่อนที่เร็วขึ้นบริเวณขอบชั้นบรรยากาศ ขีปนาวุธแต่ละลูกมีราคาประมาณ 12 ล้านดอลลาร์
ทูตทหารสหราชอาณาจักรประจำยูเออีเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า รัฐบาลลอนดอนก็ส่งเครื่องบินทหารไปยูเออี เพื่อเสริมขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศ
“เครื่องบินเหล่านี้มีบทบาทป้องกันทางอากาศ โดยทำงานร่วมกับเครื่องบินของยูเออีและฝรั่งเศสที่ประจำการอยู่ที่นี่อย่างถาวร เพื่อช่วยเสริมแกร่งให้กับความพยายามอันทรงพลังของยูเออีในการปกป้องทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้”
เจ้าหน้าที่ยูเออีคนหนึ่งกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะที่ยุทธศาสตร์ของอิหร่านคือพยายามสร้างความปั่นป่วนไปทั่วภูมิภาค ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบหลายชั้นของยูเออีทำงานได้เป็นอย่างดี การสนับสนุนของฝรั่งเศสก็สำคัญมาก ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบมาช่วยลาดตระเวนทางอากาศและสอยวัตถุที่พุ่งโจมตีระหว่างการสู้รบในวันที่ 28 ก.พ.
ข้อมูลจากยูเออีบ่งชี้ว่า การยิงขีปปนาวุธและโดรนของอิหร่านลดลงตั้งแต่ช่วงค่ำวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเพราะเหตุใด หรือแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปหรือไม่
กระนั้นในวันอังคาร (10 มี.ค.) รัฐบาลเตหะรานยังระดมโดรนและขีปนาวุธเข้าใส่ยูเออีและซาอุดีอาระเบีย ทั้งสองประกาศกล่าวว่า สกัดกั้นหรือทำลายวัตถุส่วนใหญ่ที่ยิงเข้ามาได้ ตั้งแต่เริ่มสงครามในวันที่ 28 ก.พ. ยูเออีตกเป็นเป้ามากกว่าประเทศอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซีย





