ผู้นำในอิสราเอลและสหรัฐเผยว่า ความขัดแย้งกับอิหร่านอาจยืดเยื้อนานหลายสัปดาห์ สำหรับ "สหรัฐ" ซึ่งนำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำว่า เรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหา และกองทัพสหรัฐมีขีดความสามารถในการสู้รบระยะยาว แต่สำหรับ "อิสราเอล" ซึ่งอ่อนล้าอยู่แล้วจากการปฏิบัติการทหารฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา รวมถึงการทำสงครามและการโจมตีในเลบานอน, ซีเรีย และสงคราม 12 วันกับอิหร่านเมื่อปีก่อน ความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า
นับตั้งแต่อิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.) อิสราเอลเผชิญกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงต้องประกาศเตือนภัยทางอากาศ ปิดโรงเรียน และระดมกำลังสำรองหลายหมื่นนาย
หลายเมือง เช่น ไฮฟา และกรุงเทลอาวีฟ ต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างต่อเนื่อง หน่วยบริการฉุกเฉินกำลังทำงานหนัก และประชาชนที่ไม่คุ้นเคยกับสงครามในระดับที่รัฐบาลของตนก่อขึ้นกับประเทศอื่น ๆ ต้องใช้เวลาหลายวันที่ผ่านมา เข้าๆ ออกๆ จากที่หลบภัย
สังคมกระหายเผชิญหน้าศัตรู
แม้ประชาชนอิสราเอลเผชิญกับความยากลำบาก ทว่าความกระตือรือร้นในการทำสงครามยังคงสูง
จากการสัมภาษณ์ชาวอิสราเอลในเมืองใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความกระหายการเผชิญหน้าศัตรูที่สาธารณชนได้รับสารมานานหลายสิบปีว่าศัตรูมุ่งมั่นที่จะกำจัดพวกเขา
ชิร์ เฮเวอร์ นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอิสราเอลกล่าว่า ทันทีที่สงครามเริ่มต้น อิสราเอลก็ถูกครอบงำด้วยกระแสลัทธิทหารนิยม
“มันไม่เหมือนกับ [สงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน 2025] ครั้งนั้น ที่ส่วนใหญ่เป็นความตื่นตระหนก ความหวาดกลัวว่าอิหร่านจะทำลายอิสราเอลได้ แต่ตอนนี้มันคือลัทธิทางทหารที่บ้าคลั่ง และความมั่นใจเกินเหตุ แม้แต่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์สงครามซึ่งมีจำนวนน้อยมากยังแนะนำให้ [นายกรัฐมนตรีอิสราเอล] เนทันยาฮูทำสงครามในระยะ ‘สั้น’ ราวกับว่า อิสราเอลสามารถตัดสินใจได้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อใด”
การสนับสนุนสงครามเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สังคมอิสราเอลหัวรุนแรงมากขึ้น นักการเมืองฝ่ายขวาจัดที่เคยอยู่ชายขอบได้ก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางของรัฐบาล จากนั้นความแตกแยกทางการเมืองและความตึงเครียดทางเศรษฐกิจก็ผลักดันให้คนหนุ่มสาวที่มีความสามารถหลั่งไหลออกนอกประเทศมากขึ้น
ผู้ที่ยังคงอยู่ในประเทศถูกปลูกฝังให้คิดว่า “อิหร่าน” เป็นศัตรูตัวฉกาจของประเทศอยู่แล้ว และสงครามที่ยืดเยื้อหลายสัปดาห์อาจทำให้สังคมมีแนวคิดทางการทหารมากขึ้นไปอีก
“มันเหมือนกับการโจมตีทางอากาศของอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่สอง” ดาเนียล บาร์-ทาล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟกล่าว “ในตอนนั้น อังกฤษยอมรับการทิ้งระเบิดเพราะพวกเขาเห็นว่าตัวเองกำลังต่อสู้กับความชั่วร้ายขั้นสูงสุด ชาวอิสราเอลก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน เราถูกปลูกฝังให้เชื่อเกือบตั้งแต่เกิดว่า อิหร่านเป็นสิ่งชั่วร้าย และได้รับการตอกย้ำผ่านโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนมัธยม และกองทัพ”
สำหรับบาร์-ทาลแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดเดาว่าสังคมอิสราเอลจะเป็นอย่างไร หลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้งเป็นเวลาหลายสัปดาห์ รู้เพียงว่า "ความเชื่อมั่นทางศีลธรรม" ของอิสราเอลในอดีต ที่มองว่าการก่อตั้งรัฐของตนเป็นสิ่งชอบธรรม "แทบไม่ได้สั่นคลอน" แม้จะเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ในช่วงนัคบาปี 1948 หรือเกิดเหตุการณ์ที่ถูกมองว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา หรืออีกนัยคือ สังคมยังคงมีแนวคิดขวาจัดเหตุการณ์สูญเสียใดๆ ยังไม่อาจสั่นคลอนความมุ่งมั่นทางทหารของอิสราเอลได้
“ตอนนี้ เรามีคนรุ่นใหม่ที่ยังคงยึดมั่นในลัทธิทหารและแนวคิดขวาจัดมากขึ้น และเนทันยาฮูบอกเราว่า ตอนนี้เราจำเป็นต้องใช้ดาบในการดำรงชีวิต นี่เป็นเพียงหลักฐานเพิ่มเติมที่บ่งชี้ว่า อิสราเอลต้องการศัตรูเพื่อความอยู่รอด”
‘ขีปนาวุธ’ กำลังสำคัญของอิสราเอล-อิหร่าน
นอกเหนือจากผลกระทบทางสังคมแล้ว อิสราเอลต้องคำนึงถึงการคำนวณทางทหารด้วย หากสงครามยืดเยื้อ
ฮัมเซ อัตตาร์ นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมชี้ว่า สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดตอนนี้คือ การพิจารณาว่าอิสราเอลจะสามารถรักษาระดับการทำสงครามในปัจจุบันกับคู่ต่อสู้ที่มีขนาดและกำลังทางทหารอย่างอิหร่านได้นานเพียงใด และนี่จะส่งผลกระทบต่อทั้งการสนับสนุนที่อิสราเอลได้รับจากพันธมิตร เช่นที่ได้รับจากสหรัฐและยุโรปอย่างไร และกองทัพของอิสราเอลจะเหนื่อยล้าก่อนอิหร่านหรือไม่
“ในช่วงสามวันแรกของสงคราม อิหร่านยิงขีปนาวุธมากกว่า 200 ลูกใส่อิสราเอล” อัตตาร์กล่าวกับอัลจาซีรา
“เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ในช่วงสงคราม 12 วัน พวกเขายิงขีปนาวุธประมาณ 500 ลูก ซึ่งแต่ละลูกอิสราเอลต้องตอบโต้ด้วยการยิงจรวดสกัดกั้น นั่นอาจมากกว่าขีดความสามารถในการตอบโต้ที่อิสราเอลมี ดังนั้น หากปราศจากความช่วยเหลือจากสหรัฐ อิสราเอลอาจสูญเสียการควบคุมน่านฟ้าไปแล้วในตอนนี้”
อิสราเอลมีระบบป้องกันภัยทางอากาศ 3 ระบบ ได้แก่ ไอรอนโดม (Iron Dome) สำหรับสกัดจรวดและปืนใหญ่พิสัยสั้น, เดวิด สลิง (David’s Sling) สำหรับต่อต้านจรวดและขีปนาวุธนำวิถีพิสัยกลาง และแอร์โรว์ 2 และแอร์โรว์ 3 (Arrow 2 และ Arrow 3) ซึ่งออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นขีปนาวุธข้ามทวีป
อิสราเอลไม่ได้เปิดเผยว่ามีขีปนาวุธสกัดกั้นเท่าไร แต่เริ่มมีจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นลดลงในช่วงสงคราม 12 วัน ซึ่งบ่งชี้ว่า การรักษาระดับการสกัดกั้นที่สูงอาจทำได้ยากขึ้น หากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ซึ่งเรื่องนี้อาจนำไปสู่การปันส่วนขีปนาวุธสกัดกั้น และการมุ่งเน้นไปที่การป้องกันเป้าหมายทางทหารและทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตมากขึ้น
อัตตาร์อ้างอิงแหล่งข่าวจากอิสราเอลและสหรัฐระบุว่า อิหร่านผลิตขีปนาวุธในอัตรา 100 ลูกต่อเดือน หลังเกิดความขัดแย้งในเดือนมิถุนายนปีก่อน บ่งชี้ว่าเตหะรานได้สะสมคลังขีปนาวุธไว้จำนวนมากแล้ว
อย่างไรก็ตาม อัตตาร์บอกว่า ภัยคุกคามจากอิหร่านนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของขีปนาวุธที่พวกเขามีด้วย
นักวิเคราะห์กลาโหมรายนี้กล่าว "เราไม่รู้ว่าขีปนาวุธเหล่านั้นเป็นประเภทใด” โดยอธิบายถึงขีปนาวุธประเภทต่างๆ ได้แก่ ขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งยิงได้ไกลถึงกรีซและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ขีปนาวุธพิสัยกลาง ที่ยิงได้ถึงอิสราเอล และขีปนาวุธพิสัยใกล้ ซึ่งสามารถโจมตีกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้
“ขณะเดียวกัน เราก็ไม่รู้ว่าอิหร่านมีขีปนาวุธเท่าไหร่ก่อนเกิดสงคราม 12 วัน แล้วถูกทำลายไปกี่ลูกในระหว่างสงคราม หรือพวกเขามีฐานยิงกี่แห่ง” อัตตาร์กล่าวเสริม “ถ้าคุณไม่มีฐานยิง ซึ่งสหรัฐและอิสราเอลกำลังเล็งเป้าหมายอยู่ จำนวนขีปนาวุธที่คุณมีก็ไม่มีประโยชน์ มันเหมือนกับการมีกระสุน แต่ไม่มีปืนไรเฟิล”
ปัญหาเศรษฐกิจไม่อาจหยุดยั้งอิสราเอล
นักวิเคราะห์เตือนว่า สงครามที่ดำเนินต่อเนื่องเกือบตลอด 2 ปีที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของอิสราเอล โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านยุทธภัณฑ์ที่เป็นภาระหนักของงบประมาณรัฐบาลอิสราเอล และการส่งกำลังสำรองหลายแสนนายไปประจำการเป็นระยะเวลานานกว่าที่ผู้กำหนดนโยบายคาดการณ์ไว้แต่แรก
มีรายงานว่าในปี 2024 อิสราเอลใช้จ่ายไปกับสงครามในเลบานอนและฉนวนกาซามากถึง 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ประเทศขาดดุลงบประมาณสูงสุดในรอบหลายปี และตัวเลขเบื้องต้นจากปี 2025 แสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายด้านสงครามอาจสูงถึง 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์
ด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจจึงนำไปสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอิสราเอลในปี 2024 จากทั้งสามสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลัก
“อิสราเอลกำลังเผชิญกับวิกฤติหนี้สิน วิกฤติพลังงาน วิกฤติการขนส่ง และวิกฤติบริการด้านสุขภาพ” เฮเวอร์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังแต่ไม่มีสิ่งใดเพียงพอที่จะหยุดยั้งปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลได้ นักเศรษฐศาสตร์การเมืองเตือนว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของเทคโนโลยี”
เฮเวอร์บอกว่า
“หากสหรัฐยังคงจัดหาอาวุธที่ทันสมัยมาก จนทหารสามารถบรรจุกระสุนเอง เล็งเป้าเอง และสังหารเป้าหมายได้จากระยะไกลได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตของตนเองให้แก่อิสราเอลได้ ผมก็ไม่เห็นว่าวิกฤติเศรษฐกิจภายในอิสราเอลเพียงพอที่จะหยุดยั้งการรุกรานของอิสราเอลได้อย่างไร”





