การยิงโดรนและขีปนาวุธของ 'อิหร่าน' ถล่ม 6 ประเทศอ่าวอาหรับพันธมิตรของสหรัฐ จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อระบบต่อต้านขีปนาวุธของสหรัฐ และวัดว่าสหรัฐมีขีปนาวุธสกัดกั้นเพียงพอหรือไม่
ความสามารถของ สหรัฐ อิสราเอล และประเทศรอบอ่าวอาหรับในการรับมือการโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน จะขึ้นอยู่กับจำนวน "ขีปนาวุธสกัดกั้น" ที่พวกเขามีอยู่ และสต็อกอาวุธเหล่านี้ก็มีแนวโน้มลดลงอยู่ในระดับต่ำอย่างอันตราย หลังการสู้รบอย่างหนักกับอิหร่านเมื่อปีที่ผ่านมา
จำนวน 'ขีปนาวุธสกัดกั้น' คือเรื่องใหญ่
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า วิธีการโจมตีหลักของเตหะรานคือ การโจมตีระยะไกลด้วยขีปนาวุธทิ้งตัว ขีปนาวุธร่อน และโดรน ซึ่งอิหร่านได้ใช้ทั้งหมดหลังการโจมตีของอิสราเอลในเดือนมิถุนายน 2025
ในการเผชิญหน้าครั้งล่าสุดนี้ อิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลด้วยการยิงโจมตีแทบจะในทันทีไปยังอิสราเอล และประเทศต่างๆ ได้แก่ กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต และบาห์เรน และอิรัก
การป้องกันอาวุธประเภทดังกล่าวต้องใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นจำนวนมากยิ่งกว่า โดยตามหลักการทางทหารมักจะยิงขีปนาวุธสกัดกั้น 2-3 ลูกต่อเป้าหมายที่เข้ามาแต่ละลูก เพื่อเพิ่มโอกาสในการสกัดกั้นให้สำเร็จ
ผู้ที่คุ้นเคยกับสถานการณ์เหล่านี้เปิดเผยว่า หากความรุนแรงของการโจมตีของอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปในระดับปัจจุบัน สต็อกขีปนาวุธสกัดกั้นอาจลดลงจนอยู่ในระดับอันตรายภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน
“ขีปนาวุธสกัดกั้นเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะขีปนาวุธที่ใช้สกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัว” เคลลี กรีโก นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Stimson Center กล่าว “เรากำลังใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นเร็วเกินกว่าที่เราจะผลิตได้ทัน”
เมื่อวันเสาร์ที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่เกิดปฏบัติการณ์โจมตีอิหร่าน และอิหร่านก็เปิดหน้าตอบโต้กลับในวันเดียวกัน มีการสกัดกั้นขีปนาวุธของอิหร่านได้หลายสิบลูกหรือมากกว่านั้นทั่วทั้งภูมิภาค แต่ก็มีอย่างน้อยบางส่วนที่หลุดรอดไปได้
ผลจากการโจมตีต่อเนื่องคือ หากอิหร่านมีขีปนาวุธมากกว่าจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นของฝ่ายเป้าหมาย การโจมตีที่หลุดรอดจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น
วิลเลียม อัลเบิร์ก นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยนโยบายต่างประเทศ Pacific Forum กล่าวว่า “ขีดความสามารถของคลังอาวุธ (magazine capacity) ของสหรัฐและประเทศพันธมิตรอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้วหลังจากปีที่ผ่านมา”
ที่มา: Bloomberg, WSJ
อิหร่านโจมตี 6 ประเทศอ่าวอาหรับ
อิรัก - ฐานทัพอากาศเออร์บิล (แคว้นเคอร์ดิสถาน)
คูเวต - ฐานทัพอากาศสหรัฐ อาลี อัล ซาเล็ม
บาห์เรน - กองเรือที่ 5 ของสหรัฐ
กาตาร์ - ฐานทัพอากาศสหรัฐ อัล อูเดอิต
ซาอุดีอาระเบีย - พบการยิงมิสไซล์สกัดในกรุงริยาด
สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (ยูเออี) - ฐานทัพอากาศสหรัฐดาฟรา, พบการยิงโจมตีในดูไบ
ต้นทุนการป้องกันแพงมหาศาล
ศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ (CSIS) ระบุว่า สหรัฐยิงขีปนาวุธสกัดกั้นระบบ THAAD ประมาณ 150 ลูก เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เพื่อช่วยป้องกันอิสราเอลในช่วงสงครามกับอิหร่านที่กินเวลา 12 วัน
อาวุธดังกล่าวเป็นระบบป้องกันขีปนาวุธภาคพื้นดินระดับสูงสุดในคลังอาวุธของสหรัฐ โดยขีปนาวุธสกัดกั้นแต่ละลูกที่ผลิตโดยบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) มีต้นทุนประมาณ 15 ล้านดอลลาร์
อาวุธประเภทนี้ได้รับการออกแบบให้สามารถสกัดทำลายขีปนาวุธทิ้งตัวได้แม้ในระดับนอกชั้นบรรยากาศของโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้วมีการจัดซื้อเพียงไม่กี่สิบลูกเท่านั้น
ต้นทุนของการยิงขีปนาวุธสกัดกั้นหลายร้อยลูก รวมถึงขีปนาวุธสกัดกั้นประเภทอื่นๆ อยู่ในระดับมหาศาล โดยบลูมเบิร์กเคยรายงานเมื่อเดือนเมษายน 2024 ว่า การสกัดกั้นการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านในครั้งหนึ่ง น่าจะทำให้อิสราเอล รวมถึงกองทัพอากาศของสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส และจอร์แดน ต้องใช้เงินรวมกันประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์ (กว่า 3.4 หมื่นล้านบาท) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
กองทัพสหรัฐและอิสราเอลจะพยายามลดจำนวนขีปนาวุธและแท่นยิงที่อิหร่านมีอยู่ รวมถึงกำจัดผู้บัญชาการระดับสูง เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธเหล่านี้ถูกนำมาใช้
เอยัล พิงโก อดีตผู้บัญชาการทหารเรือซึ่งปัจจุบันทำวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยบาร์ อิลาน ใกล้กรุงเทลอาวีฟ ในอิสราเอล กล่าวว่า "คำถามที่ว่าฝ่ายใดจะยืนระยะได้นานกว่ากัน เป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง"
เขากล่าวในการบรรยายต่อสมาคมผู้สื่อข่าวเยรูซาเล็ม (Jerusalem Press Club) ว่า “การโจมตีอีกจำนวนมากกำลังจะเกิดขึ้น พวกเขามีขีปนาวุธและโดรนนับพัน พร้อมคลังอาวุธขนาดใหญ่ พวกเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาระบอบการปกครองไว้ นี่คือสงครามเต็มรูปแบบเพื่อความอยู่รอดของพวกเขาในตอนนี้”
ที่มา: Bloomberg, WSJ





