ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงจำนวนเครื่องบินสนับสนุนทางการทหาร และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงที่กองทัพสหรัฐ จอดในฐานทัพอากาศซาอุดีอาระเบีย เพิ่มขึ้นมากในเดือน ก.พ.
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เครื่องบินสนับสนุนทางการทหารดังกล่าว ได้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ขณะที่วอชิงตันได้เสริมกำลังทหารในภูมิภาค ท่ามกลางความตึงเครียด
ซาอุดีอาระเบียเป็นพันธมิตรที่ยาวนานของสหรัฐ ได้แจ้งกับอิหร่านเมื่อเดือนที่แล้วว่า จะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ทางอากาศ หรือดินแดนของตนเอง เพื่อปฏิบัติการทางทหารกับเตหะราน
ภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พบว่า มีเครื่องบินอย่างน้อย 43 ลำ จอดอยู่ในฐานทัพอากาศพริ๊นซ์สุลต่าน ที่เมืองอัลคาล์จ ซึ่งกองกำลังสหรัฐได้เข้ามาใช้พื้นที่นี้นานแล้วหลายทศวรรษ
หากเมื่อเทียบกับภาพถ่ายเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ซึ่งพบเครื่องบินอยู่ 27 ลำ โดยเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ จำนวนเครื่องบินอยู่ที่ 35 ลำ ในจำนวนนี้ ได้รวมถึงเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศโบอิง KC-135 สตราโตแทนเกอร์
วิลเลียม กู๊ดไฮนด์ นักวิเคราะห์ภาพทางนิติวิทยาศาสตร์จาก Contested Ground เปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า เครื่องบินในภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ประกอบด้วย เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลาง โบอิง KC-135 สตราโตแทนเกอร์ 13 ลำ และเครื่องบินโบอิง E-3 เซนทรี หรือ AWACS อีก 6 ลำ จากทั้งหมด 29 ลำ ซึ่งเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ swept-wing ซึ่งจอดอยู่ที่ฐานทัพแห่งนี้
เดิมภาพถ่ายเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ มีเครื่องบิน swept-wing ของสหรัฐจอดอยู่ที่นั้น 11 ลำ จากการสังเกตนับของรอยเตอร์
เมื่อสอบถามไปยังเพนตากอน ตอบเพียงว่า ไม่มีอะไรจะนำเสนอ ซึ่งปกติแล้วกองทัพสหรัฐจะไม่แสดงความคิดเห็นต่อการเคลื่อนย้ายกำลังพลทหาร
รัฐบาลซาอุดีอาระเบียก็ไม่ได้แสดงความเห็นในทันที ขณะที่โอมาน ในฐานะประเทศทำหน้าที่ตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.) ว่า ทั้งสองมีความคืบหน้าในการเจรจา แม้จะไม่มีสัญญาณก้าวหน้าสำคัญที่จะสามารถหลีกเลี่ยงการโจมตีขึ้นได้จากสหรัฐ
นายซายิด บาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมานกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ทั้งสองฝ่ายวางแผนที่จะกลับมาเจรจาต่อรองกันอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ หลังจากการหารือในเมืองหลวงของทั้งสองประเทศ โดยจะมีการหารือในระดับเทคนิคในสัปดาห์หน้า ที่กรุงเวียนนา
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า อิหร่าน ต้องทำข้อตกลงภายใน 10 - 15 วัน โดยเตือนว่า หากไม่ทำเช่นนั้นจะเกิดเรื่องเลวร้ายยิ่งขึ้น
อ้างอิง Reuters





