วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘ทรัมป์’ ปฏิเสธรายงานเตือน สหรัฐเสี่ยงเสียกำลังพลสูง หากโจมตีอิหร่าน

ทรัมป์ตอบโต้รายงานข่าวที่ระบุว่า นายพลรายหนึ่งเตือนเขาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หากสหรัฐเลือกโจมตีอิหร่าน ชี้เป็นข่าวปลอม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โจมตีรายงานข่าวที่ระบุว่า พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม เตือนเขาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีอิหร่าน รวมถึงการเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ และความเป็นไปได้ที่ฝ่ายสหรัฐต้องสูญเสียกำลังพล

สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานวันอังคาร (24 ก.พ.69) ว่า ทรัมป์ได้ตอบกลับรายงานในโซเชียลมีเดียเมื่อวันจันทร์ (23 ก.พ.69) โดยแย้งว่า พลเอกเคนเชื่อว่า “การทำสงครามกับอิหร่าน” ตามที่ประธานาธิบดีขู่ว่าจะโจมตีทางทหารถ้าอิหร่านไม่ยอมรับข้อเรียกร้อง “จะสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย”

สหรัฐอาจต้องสูญเสียกำลังพล

ก่อนหน้านั้น หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า เคนได้แจ้งทรัมป์ในระหว่างประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การขาดอาวุธสำคัญ และการขาดแรงสนับสนุนจากพันธมิตรในภูมิภาคอาจเป็นอุปสรรค์ต่อความพยายามของสหรัฐในการควบคุมการตอบโต้ของอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่สหรัฐโจมตีอิหร่าน

อัลจาซีรา ระบุ คลังแสงอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐ รวมถึงอาวุธที่ใช้ในระบบป้องกันขีปนาวุธถูกนำไปใช้จนเหลือน้อยลง เนื่องจากนำไปช่วยสนับสนุนพันธมิตรอื่นแล้ว เช่น อิสราเอล และยูเครน

รายงานของวอชิงตันอ้างอิงแหล่งข่าวระบุ

“เคนได้หยิบยกความกังวลเกี่ยวกับขนาดของปฏิบัติการต่ออิหร่านขึ้นมา โดยบอกว่ามีความซับซ้อน และมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะต้องสูญเสียกำลังพล”

ด้านหน่วยงานของเคนตอบกลับบทความของวอชิงตันโพสต์ว่า เขามีหน้าที่นำเสนอทางเลือกทางทหาร รวมถึงการพิจารณาทางเลือกรอง ผลกระทบ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ให้กับผู้นำพลเรือนที่มีหน้าที่ตัดสินใจด้านความมั่นคงของอเมริกา

สำนักข่าวออนไลน์ Axios ที่รายงานความกังวลของเคนในการหารือกับทรัมป์เช่นกัน โดยระบุในบทความช่วงเย็นวันจันทร์ว่า เคนเป็นเจ้าหน้าที่ทหารเพียงคนเดียวที่รายงานสถานการณ์เกี่ยวกับอิหร่านให้ทรัมป์มาหลายสัปดาห์

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่าพลเรือเอกแบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐ( CENTCOM) ที่มีหน้าที่กำกับดูแลปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในตะวันออกกลาง ไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม หรือหารือกับทรัมป์ตั้งแต่เดือนม.ค.

สำนักข่าว Axios อ้างอิงแหล่งข่าวสองราย รายงานว่า ขณะที่เคน “ทุ่มเทอย่างเต็มที่ให้กับปฏิบัติการลักพาตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ในเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมกราคม” แต่ “เขากลับระมัดระวังมากขึ้นในการหารือเกี่ยวกับอิหร่าน”

แหล่งข่าวรายหนึ่งที่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลสหรัฐ บอกว่า เคนเหมือนรับบทเป็น “นักรบที่ไม่เต็มใจ” ทำสงครามกับอิหร่าน เคนมองว่า ปฏิบัติการครั้งใหญ่ในอิหร่านมีความเสี่ยงสูงกว่า และมีโอกาสเกิดความปั่นป่วน และทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิตมากกว่า

ทรัมป์โต้ “ข่าวปลอม”

ทรัมป์ตอบโต้ในโซเชียลมีเดียของตนเองต่อสื่อที่เขาเรียกว่าเป็น “สื่อข่าวปลอม” และอ้างว่า “พลเอกเคน คัดค้านสหรัฐทำสงครามกับอิหร่าน” โดยระบุว่า

“เขาไม่ได้พูดถึงการไม่โจมตีอิหร่าน หรือการโจมตีแบบจำกัดวงปลอมๆ ตามที่ผมได้อ่านมา เขารู้อย่างเดียวคือ วิธีการเอาชนะ และหากเขาได้รับคำสั่งให้ทำเช่นนั้น เขาจะเป็นผู้นำ(ปฏิบัติการ)”

ทรัมป์ระบุด้วยว่า ทุกอย่างที่รายงานเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามกับอิหร่าน เขียนขึ้นมาอย่างไม่ถูกต้อง และมีจุดประสงค์บางอย่าง

ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านเป็นเวลาหลายสัปดาห์ และระดมกำลังพลจำนวนมากเข้าไปในตะวันออกกลาง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติสงครามที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วน และความขัดแย้งทั่วภูมิภาค

อัลจาซีรา ระบุว่า อิหร่านแทบไม่มีสัญญาณที่บ่งบอกว่าเป็นภัยคุกคามอย่างชัดเจนต่อสหรัฐ และการโจมตีโดยไม่มีการยั่วยุอาจเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

อิหร่านแสดงความหวังว่าการเจรจาจะประสบผลสำเร็จ แต่ได้ปฏิเสธสิ่งที่อิหร่านบอกว่าเป็นข้อเรียกร้องที่มากเกินไปของสหรัฐในประเด็นต่างๆ เช่น การเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค

ขณะที่นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อเรียกร้องหลายอย่างของวอชิงตันต่อเตหะรานสอดคล้องกับลำดับความสำคัญของอิสราเอล

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์