ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนกำลังเข้าสู่โต๊ะเจรจากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น หลังผู้นำสหรัฐสูญเสียความสามารถในการขึ้นภาษีอย่างรวดเร็ว
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ไม่กี่สัปดาห์ก่อนทรัมป์เยือนปักกิ่งในวันที่ 31 ส.ค.69 ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกของประธานาธิบดีอเมริกันนับตั้งแต่ทรัมป์เยือนจีนครั้งล่าสุดในปี 2017 ในวันศุกร์ (20 ก.พ.69) ที่ผ่านมา ศาลฎีกาพิพากษาคว่ำนโยบายภาษีของเขาซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเหนือจีน ทำให้ภาษีที่ทรัมป์เก็บจากจีนในการดำรงตำแหน่งวาระสองถูกยกเลิก รัฐบาลปักกิ่งถูกเก็บภาษี 15% เท่ากับพันธมิตรในระยะเวลา 150 วัน
การยกเลิกภาษีที่ปีก่อนขู่กันว่าจะเก็บถึง 145% ย่อมทำให้ทรัมป์ข่มขู่สีให้ซื้อถั่วเหลือง เครื่องบินโบอิง และพลังงานจากสหรัฐได้ยากขึ้น อีกทั้งยังไม่มีอาวุธตอบโต้หากผู้เจรจาชาวจีนยื่นข้อเรียกร้องใหม่แลกกับการอนุญาตให้โลหะหายากซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐไหลเวียนได้อย่างต่อเนื่อง
“สุดท้ายแล้ว คำพิพากษานี้ของศาลฎีกาทำให้จีนมีสถานะต่อรองแข็งแกร่งกว่ามาก ถ้าภาษีเหล่านั้นตอนนี้กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ‘ไพ่ถั่วเหลือง’ ก็จะกลับมาอยู่ในมือจีน” อู๋ ซินโป ผู้อำนวยการศูนย์อเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยฝูตั้น กล่าว โดยชี้ถึงคำมั่นของจีนว่าจะซื้อถั่วเหลืองสหรัฐราว 25 ล้านตัน อันมีพื้นฐานมาจากการเจรจาภาษีครั้งก่อน
อู๋ อดีตที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวต่อไปว่า ทีมของสี จะผลักดันหนักขึ้นเพื่อเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ก้าวหน้า, ยกเลิกข้อจำกัดการค้าสำหรับบริษัทจีน และสหรัฐลดการสนับสนุนไต้หวัน ซึ่งปักกิ่งเน้นเรื่องการขายอาวุธ และต่อต้านการเป็นเอกราชของไต้หวันอย่างแข็งกร้าว พรรคคอมมิวนิสต์จีนมองว่าไต้หวันเป็นดินแดนของตนทั้งๆ ที่ไม่เคยได้ปกครอง
แม้ความเสื่อมถอยของทรัมป์จะเป็นชัยชนะสำหรับสี ทางการจีนก็เหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ค่อนข้างระวังตัว ในการแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการครั้งแรกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวในวันจันทร์ (23 ก.พ.69) ว่า กำลังประเมินคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐ “อย่างรอบด้าน”
“เรายังสังเกตด้วยว่าฝ่ายสหรัฐกำลังเตรียมมาตรการทางเลือก เช่น เปิดสอบการค้า เพื่อพยายามคงภาษีกับคู่ค้าเอาไว้” โฆษกกระทรวงพาณิชย์ระบุในแถลงการณ์
“จีนจะจับตาพัฒนาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด และปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างแข็งขัน”
ด้าน เจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) กล่าว กับฟ็อกซ์นิวส์ ในวันอาทิตย์ (22 ก.พ.69) ว่า สหรัฐยังคงเก็บภาษีจีนเฉลี่ย 40% แม้ไม่ได้ใช้กฎหมายฉุกเฉินที่ศาลสั่งยกเลิกไปแล้วก็ตาม ขณะที่มอร์แกน สแตนลีย์ ประเมินว่า อัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐต่อสินค้าจีนปัจจุบันอยู่ที่ 24%
อย่างไรก็ตาม จีนได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐน้อยลงในปีที่แล้วเนื่องจากผู้ส่งออกกระจายไปยังตลาดอื่นๆ ปี 2025 จีนสร้างความประหลาดใจให้โลกด้วยการเกินดุลการค้าทุบสถิติ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ท้าทายภาษีทรัมป์ ตามข้อมูลทางการจีน ภายในเดือนธ.ค. การขนส่งสินค้าจากจีนไปยังสหรัฐคิดเป็นราว 10% ของการส่งออกทั้งหมด ครึ่งหนึ่งของสัดส่วนปี 2018 ตอนที่ทรัมป์ประกาศสงครามการค้าครั้งแรก
- มาตรการที่สอดประสาน
การตอบโต้ยังคงเป็นไปได้ ซุ่ย ฟัน อดีตที่ปรึกษากระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวว่า ปักกิ่งจะประเมินมาตรการที่สอดประสานกัน หากสหรัฐยังคงเดินหน้าเก็บภาษีใหม่โดยใช้เครื่องมือทางกฎหมายอื่นๆ และเป็นไปได้ว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงถ้าสหรัฐลดภาษีลงจริงๆ
เวนดี คัตเลอร์ รองประธานอาวุโสสถาบันนโยบายสังคมเอเชีย และอดีตรักษาการผู้ช่วยยูเอสทีอาร์ กล่าวว่า ทรัมป์สามารถใช้มาตรา 301, 232 และ 122 ของกฎหมายการค้าผลักดันระบอบภาษีของตนต่อไปได้ อัตราภาษี 15% อยู่ภายใต้มาตรา 122 กฎหมายอีกสองฉบับให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีเพียงฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องผ่านการสอบสวนซึ่งมักใช้เวลาหลายเดือน
จีนยังคงถูกสอบสวนตามมาตรา 301 ในการปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าเฟสหนึ่งตั้งแต่วาระแรกของทรัมป์ เนื่องจากปักกิ่งยังไม่ได้ซื้อสินค้าสหรัฐตามข้อตกลง คัตเลอร์ กล่าวว่า การสอบสวนดังกล่าวอาจเป็น “แผนสำรองสำคัญสำหรับปักกิ่ง”
นอกจากนี้ ทรัมป์อาจขยายการควบคุมการส่งออก หากปักกิ่งควบคุมแม่เหล็กแรร์เอิร์ธ ซึ่งสหรัฐเคยงดขายซอฟต์แวร์ออกแบบชิป, เครื่องยนต์เครื่องบิน และอะไหล่เครื่องบินจนจีนต้องตกลงส่งออกแม่เหล็กแรร์เอิร์ธอีกครั้ง
เฉิน ติงหลี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า จีนน่าจะยึดมั่นในข้อตกลงทางการค้าปัจจุบันแทนที่จะกดดันให้สหรัฐเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จีนน่าจะนิ่งเฉย และหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เพื่อให้การเยือนจีนของโดนัลด์ ทรัมป์ในเดือนเม.ย.ดำเนินไปอย่างราบรื่น
ขณะที่ฝ่ายจีนอาจมีช่องต่อรองได้มากขึ้น ทรัมป์ขู่เก็บภาษีรอบใหม่เพื่อได้เปรียบก่อนการประชุมครั้งสำคัญ ซึ่งเขาเคยทำอย่างนี้มาแล้วก่อนพบกับสีครั้งล่าสุดในเดือนต.ค. แม้ไม่ใช่ประกาศิตแต่คำขู่ของเขาในตอนแรกว่าจะเก็บภาษีจีนเพิ่มเติม 100% สร้างความสั่นสะเทือนให้กับตลาดหุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์
โจว หมี่ นักวิจัยอาวุโสจากกลุ่มคลังสมองแห่งหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า คำพิพากษาศาลฎีกาไม่ได้เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ
“แน่นอนว่า คำตัดสินดังกล่าวไม่ได้ห้ามรัฐบาลทรัมป์ไม่ให้ใช้อำนาจบริหารรูปแบบอื่น ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านการค้า และนโยบายอื่นๆ ได้” โจว กล่าว แต่ “นี่เป็นการเตือนทุกประเทศว่า อำนาจฝ่ายบริหารไม่สามารถถูกใช้เกินขอบเขตที่ได้รับอนุญาตไว้แต่เดิมได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





