กรณีศึกษา "รถไฟความเร็วสูงอินโดนีเซีย" เมื่อทุนจีนช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่คำถามคือ คุ้มหรือไม่?
หนึ่งในกรณีศึกษาของด้านมืดในการลงทุนรถไฟความเร็วสูงกับจีน นั่นคือที่บันดุง อินโดนีเซีย
จีนมีความทะเยอทะยานที่จะเป็นมหาอำนาจของโลกเทียบรอยเท้าสหรัฐ และหนึ่งในเครื่องมือที่จีนใช้เพื่อก้าวสู่จุดสูงสุดนั้นคือ นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt & Road) เศรษฐกิจจีนก้าวหน้าถึงขีดสุดภายใต้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จีนมีทั้งเงิน ทั้งทรัพยากร มีทั้งตลาดในประเทศและคู่ค้าตลาดต่างประเทศ ทั้งการเมืองก็มีเสถียรภาพ
ความมั่นคงอุดมสมบูรณ์ในประเทศทำให้จีนมองสู่โลกกว้างและเริ่มขยายอำนาจผ่านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เสนอเงินช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนามามากมายทั้งในเอเชียและแอฟริกา เริ่มต้นจากการให้กู้เล็กๆ น้อยๆ การให้สิทธิพิเศษทางภาษี การเปิดตลาดจีน จนไปถึงการเสนอลงทุนเป็นหุ้นส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ที่เกินกำลังของรัฐนั้นๆ
จีนเข้ามาช่วยสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ช่วยสร้างถนน สร้างสะพาน สร้างท่าเรือในกรณีของกัมพูชาและประเทศในแอฟริกา จีนเข้ามาเสนอช่วยสร้างรถไฟความเร็วสูงในประเทศยุทธศาสตร์ทางการขนส่งสินค้า อาทิ ไทยและมาเลเซีย จีนอัดฉีดเงินเพื่อเข้ามาเป็นหุ้นส่วนสำคัญของท่าเรือสำคัญๆ ของโลก อาทิ ท่าเรือในปานามาและมาเลเซีย ยังไม่นับรวมโครงการอสังหาริมทรัพย์มากมายของนักธุรกิจจีนในประเทศเหล่านั้น
เกือบสิบปีผ่านไป เงินช่วยเหลือและเงินลงทุนเหล่านี้เริ่มออกดอกออกผลให้เห็นแล้วว่ามีทั้งของดีและเสีย ประเทศต่างๆ ที่รับเงินจีนได้โครงสร้างพื้นฐาน มีถนน มีรถไฟความเร็วสูง มีสะพาน มีท่าเรือใหม่ ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่แลกมาด้วยหนี้ก้อนใหญ่มโหฬาร และปัญหาสังคมในบางประเทศ
รถไฟความเร็วสูงอินโดนีเซีย (Whoosh) เส้นทางจาการ์ตา-บันดุง คือหนึ่งในกรณีศึกษาที่หนี้ล้นตัว เกินกำลังที่อินโดนีเซียจะจ่ายได้ Whoosh เชื่อม 143 กม. ระหว่าง “จาการ์ตา” เมืองหลวง ไปยัง “บันดุง” เมืองตากอากาศผู้ดีเก่าของอินโดนีเซีย ย่นระยะเวลาจากเดิม 3 ชม. เหลือ 35 นาที ด้วยความเร็ว 350 กม./ชม. ถือเป็นรถไฟความเร็วสูงที่เร็วติดอันดับโลก และเป็นรถไฟความเร็วสูงสายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีเกาะมากมาย ประชากรมากถึง 287 ล้านคน แต่คนกระจายตัวอยู่ตามเกาะ เมืองใหญ่ที่สุดอย่างจาการ์ตามีคนแค่ 11 ล้านคน ขณะที่เมืองอันดับรองลงมาอย่าง สุราบายาซึ่งห่างไปกว่า 783 กม. ก็มีคนไม่ถึง 3 ล้าน ระดับเดียวกันกับ เบกาซี บันดุงและเมดาน การกระจายของประชากรแบบนี้ในเชิงธุรกิจถือว่ายากในการลงทุนเจาะตลาดที่มุ่งหวังผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ
อินโดนีเซียเลือกบันดุง ทั้งที่ประชากรเป็นอันดับ 3 ของประเทศ มีการขยายตัวของประชากรที่ต่ำ (2%) เมื่อเทียบกับเมืองในระดับเดียวกันอย่างเมดานที่คนอพยพเข้ามากกว่า 16% ไม่ต้องเทียบกับจาการ์ตาที่คนย้ายเข้าเกือบ 50% ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ดัชนีแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจและการจ้างงาน
สรุปง่ายๆ เส้นทางรถไฟความเร็วสูงจาการ์ตา-บันดุง หากใช้สมองใช้เฉพาะตัวเลขเพื่อตัดสินใจ จะพบว่าเป็นการลงทุนที่เสี่ยง แต่ด้วยเหตุผลกลใดทำไมอินโดนีเซียถึงตัดสินใจลงทุน และผลลัพธ์ของการตัดสินใจเมื่อเกือบสิบกว่าปีก่อนนี้ส่งผลต่อปัจจุบันอย่างไร ฉบับหน้าจะมาอรรถาธิบายต่อครับ





