วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

จับจังหวะอินโดนีเซีย-เวียดนาม ‘มหาอำนาจขนาดกลาง’ ร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพ

จับจังหวะอินโดนีเซีย-เวียดนาม ‘มหาอำนาจขนาดกลาง’ ร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพ

ผู้นำอินโดนีเซีย เวียดนาม และกัมพูชา ร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการนัดแรกที่กรุงวอชิงตันไร้เงามิตรเก่าอย่างไทยและฟิลิปปินส์ ความเคลื่อนไหวนี้บอกอะไรได้บ้าง

เว็บไซต์นิกเคอิเอเชียรายงาน ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต ของอินโดนีเซีย, โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ผู้นำสูงสุดของเวียดนาม และนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (บอร์ดออฟพีซ) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการนัดแรกในวันพฤหัสบดี (19 ก.พ.) ที่กรุงวอชิงตัน ขณะที่ไทยและฟิลิปปินส์ สองพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงมาเลเซีย ประเทศแรกๆ ในภูมิภาคนี้ที่ลงนามข้อตกลงการค้ากับรัฐบาลทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมด้วย

คณะกรรมการชุดนี้หารือกันเรื่องการฟื้นฟูบูรณะกาซาและประกาศความช่วยเหลือกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ แต่มีไม่กี่คนที่คิดว่าภารกิจจะหยุดอยู่แค่กาซา 

ปฏิกิริยาที่แตกต่างกันจากประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะท้อนถึงความแตกต่างในการตีความแพลตฟอร์มใหม่ของทรัมป์ และในภาพกว้างกว่านั้นคือมุมมองของแต่ละประเทศต่อแนวคิดของทรัมป์ที่ว่า ระเบียบโลกที่ยึดกฎกติกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเลือนหายไป

นักวิเคราะห์กล่าวว่า สำหรับประเทศที่มีความใฝ่ฝันอย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม นี่คือโอกาสที่จะเข้าถึงทำเนียบขาวได้ง่ายขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งนั่นหมายถึงการยอมรับโลกที่ความสัมพันธ์ต่างๆ เน้นเรื่องอำนาจและการเจรจาโดยตรงมากกว่ากฎเกณฑ์และข้อตกลงร่วมกัน

หากพิจารณาคณะตัวแทนของเวียดนามเน้นย้ำให้เห็นว่าเลิมจริงจังกับจังหวะนี้ขนาดไหน นอกจากตัวเขาซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามแล้ว ยังมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ความมั่นคงสาธารณะ, การต่างประเทศ, คลัง, (รักษาการ) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และผู้ว่าการธนาคารกลางร่วมขบวนมาด้วย

สื่อทางการเวียดนามรายงานว่า การร่วมประชุมนัดแรกของเลิม “สะท้อนถึงการสนับสนุนของเวียดนาม และความพร้อมในการเข้าร่วมกับความพยายามเพื่อสันติภาพและการพัฒนาของชุมชนระหว่างประเทศ”

“อีกทั้งยังเป็นก้าวย่างสำคัญทำให้ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างเวียดนามและสหรัฐอเมริกาเป็นจริงขึ้นมาได้” สื่อเวียดนามระบุ โดยกล่าวถึงความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐที่ยกระดับขึ้นมาตั้งแต่ปี 2023

เกรกอรี โพลิง นักวิชาการอาวุโสศูนย์ยุทศาสตร์และการต่างประเทศศึกษา ในกรุงวอชิงตันกล่าวว่า คณะกรรมการสันติภาพส่วนใหญ่ประกอบด้วยมหาอำนาจขนาดกลางที่ไม่ใช่พันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรรัฐ และสำหรับฟิลิปปินส์และไทย “ไม่มีโยชน์อะไรที่จะเข้าร่วม”

ในภาพกว้าง โพลิงกล่าวว่า รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่สบายใจกับการกัดกร่อนของระเบียบโลกบนพื้นฐานกฎระเบียบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และไม่สบายใจที่บอร์ดออฟพีซอาจบดบังสหประชาชาติ เพราะเศรษฐกิจในภูมิภาคเติบโตฉุดไม่อยู่ภายใต้ระบบเดิม 

“พวกเขาไม่มีความสนใจในระบบระหว่างประเทศที่ผู้มีอำนาจมากกว่าจะเป็นฝ่ายกำหนดความถูกต้อง”นักวิชาการรายนี้สรุป

เอลินา นัวร์ นักวิชาการจากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ ผู้อยู่ในสิงคโปร์ กล่าวว่า แม้แผนดังกล่าวถูกนำเสนอในรูปแบบข้อเสนอพิเศษสำหรับสมาชิกพร้อมด้วยสิทธิประโยชน์มากมาย แต่แท้จริงแล้วคณะกรรมการชุดนี้เป็นกลุ่มที่มอบอำนาจฟื้นฟูกาซาให้ตนเองโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญอันหนึ่งทำให้ประเทศอย่างมาเลเซีย ผู้วิจารณ์การกระทำของอิสราเอลอย่างแข็งกร้าว ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับบอร์ดออฟพีซ แต่อินโดนีเซียและเวียดนามเห็นโอกาสยกระดับบทบาทของตนเป็นมหาอำนาจเกิดใหม่ขนาดกลาง

ประธานาธิบดีปราโบโวมาถึงฐานทัพอากาศแอนดรูว์สชานกรุงวอชิงตันเมื่อวันอังคาร (17 ก.พ.) พร้อมด้วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ธาตุ, รัฐมนตรีเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีการลงทุน นอกเหนือจากร่วมประชุมบอร์ดออฟพีซแล้ว คาดว่าปราโบโวจะได้พบกับทรัมป์ด้วยและมีแนวโน้มว่าจะเห็นชอบข้อตกลงการค้ากัน

“เราเห็นอินโดนีเซียกำลังใกล้จะเสร็จสิ้นข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนมากแล้ว” ไบรอัน แมคฟีเตอร์ส ประธานรักษาการและซีอีโอสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียนกล่าว

ข้อตกลงดังกล่าวมาทีหลังมาเลเซียและกัมพูชาที่ทรัมป์ลงนามเมื่อเดือน ต.ค. กำหนดให้พันธมิตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องใช้มาตรการควบคุมการส่งออก การคว่ำบาตร และค่าธรรมเนียมที่สอดคล้องกับสหรัฐเพื่อแลกกับการ “ลดภาษีตอบโต้” ของวอชิงตัน ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในกรณีของอินโดนีเซีย

“ที่น่าสนใจที่สุดคืออุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี” แมคฟีเตอร์ส อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำมาเลเซียกล่าว

“ในอินโดนีเซียอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีใหญ่สุดคือข้อกำหนดเรื่องโลคอลคอนเทนท์ ถ้าผมอยากผลิตสินค้าไฮเทคสักอย่างในอินโดนีเซีย ผมต้องแสดงเห็นเห็นว่า 40% หรือ 50% ของมันมาจากอินโดนีเซีย ซึ่งยากมากสำหรับสินค้าหลายชนิด และไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ”