ชัยชนะของฝ่าย ‘อนุรักษนิยม'ตั้งแต่ ‘ทรัมป์-ทาคาอิจิ-อนุทิน’ ผลักโลกเข้าสู่ยุคเอียงขวาครั้งใหม่ ท่ามกลางความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ เกิดเป็นรอยร้าว ‘เสรีนิยมหัวก้าวหน้า’ ที่อาจถึงคราวล่มสลาย สู่การเมืองไร้กติกา
พลวัตการเมืองโลกในช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา เราได้เห็นกระแส “อนุรักษนิยมใหม่” (Neo-conservative) หรือที่บางคนอาจเรียกว่า New Right แผ่ขยายอิทธิพลเข้ายึดกุมอำนาจในประเทศมหาอำนาจและภูมิภาคสำคัญทั่วโลก ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา ยุโรป ไปจนถึงเอเชีย สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนกำลังมองหา “ทางเลือกใหม่ แนวทางเก่า” ที่เน้นความเด็ดขาด ชาตินิยม และการปกป้องผลประโยชน์ภายในชาติ
การผงาดขึ้นของผู้นำอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี 2567 ขณะเดียวกันก็เริ่มเห็นนักการเมืองและพรรคการเมืองฝั่งขวาจัดในยุโรปที่มีความแข็งแกร่งขึ้น
และชัยชนะล่าสุดของ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ในการเลือกตั้งญี่ปุ่น กับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ยิ่งเป็นภาพสะท้อนโลกกำลัง “หันขวา” มากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งยุโรป (ECFR) รายงานบทความที่ชื่อว่า “The new right: Anatomy of a global political revolution” วิเคราะห์ว่าชัยชนะของทรัมป์ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนประธานาธิบดี แต่มันคือการรื้อระบบที่อเมริกาใช้มานานกว่า 80 ปีทิ้งไป
ทรัมป์ เปลี่ยนผ่านจากความเชื่อเรื่องโลกาภิวัตน์ไปสู่การใช้ “กำแพงภาษี” เป็นอาวุธหลักเพื่อดึงฐานการผลิตกลับสู่ประเทศและคานอำนาจกับจีน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังชูธงแก้ปัญหาผู้อพยพล้นเมืองจนสร้างความเสียหายให้กับพลเมืองอเมริกัน พร้อมกับการปกป้องอารยธรรมและศาสนาเพื่อต่อต้านกระแส “Woke” ที่ทรัมป์มองว่าทำลายอารยธรรม
ความน่าสนใจยังอยู่ที่การสร้างเครือข่าย “ขวาใหม่” (New Right) ทั่วโลก เช่นการที่รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เลือกพบปะกับพรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (Alternative for Germany -AfD) พรรคขวาจัดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีนโยบายสุดโต่ง แทนที่จะเป็นรัฐบาลสายกลาง สะท้อนว่าอเมริกายุคใหม่ต้องการจับคู่เฉพาะกับพันธมิตรที่ “ขวา” เหมือนกันเท่านั้นหรือไม่
ส่วนในยุโรปนั้น ขั้วการเมืองขวาจัดเริ่มขึ้นมามีอิทธิพลมากขึ้น จากผลสำรวจของ The Economist ในปี 2025 พบว่ากลุ่มพรรคขวาจัดได้รับความนิยมเฉลี่ยสูงถึง 24% ทั่วทวีป แซงหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมดั้งเดิมและพรรคสังคมประชาธิปไตยไปแล้ว
การเลือกตั้งเยอรมนีในปี 2568 ทำให้เห็นว่าพรรค AfD มีคะแนนนิยมพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2564 ขณะที่ในฝรั่งเศส พรรคเนชั่นแนลแรลลี (National Rally) หรือเอ็นอาร์ ที่นำโดยมารีน เลอ เปน ก็ขึ้นมามีคะแนนนิยมหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2567
เมื่อรวมกับผู้นำอย่าง จอร์เจีย เมโลนี ในอิตาลี และ นเรนทรา โมดี ในอินเดีย จะเห็นได้ว่ามหาอำนาจที่มีจีดีพีขนาดใหญ่ของโลกเกือบทั้งหมดถูกบริหารโดยแนวคิดอนุรักษนิยมชาตินิยม (Conservative Nationalism)
‘เอเชีย’ เริ่มเอียงขวา
ในซีกโลกตะวันออก ชัยชนะถล่มทลายของซานาเอะ ทาคาอิจิ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเอียงขวาในเอเชีย เธอพาพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คว้าที่นั่งถึง 316 ที่นั่ง ซึ่งเป็นเสียงข้างมากเกินกว่า 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น
นโยบายของทาคาอิจิมุ่งไปที่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของญี่ปุ่นในการรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอกที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพื่อเพิ่มอำนาจทางทหารให้เป็นประเทศ “ปกติ” ส่วนนโยบายด้านเศรษฐกิจคือการอัดฉีดงบประมาณมหาศาลกว่า 5 ล้านล้านบาท เพื่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ผู้นำระดับโลกของเธอคือ ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับ ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ซึ่งทรัมป์ก็ได้ออกมาแสดงความยินดีทันทีหลังทราบผลการเลือกตั้ง โดยยกย่องว่าเป็นชัยชนะแบบ “แลนด์สไลด์” พร้อมชื่นชมความใจกล้าของทาคาอิจิที่กล้าตัดสินใจเลือกตั้งในจังหวะที่เหมาะสม
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลสำรวจล่าสุดจากโพลหลายสำนักชี้ว่า ชาวญี่ปุ่นคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 18-29 ปี เกือบ 90% สนับสนุนทาคาอิจิ
ขณะเดียวกันใน "ประเทศไทย" พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก็คว้าชัยชนะจากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้มีที่นั่งในสภาสูงถึง 194 ที่นั่ง ขึ้นแท่นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลขั้วอนุรักษนิยมอย่างเต็มตัว
สำนักข่าวเอพีวิเคราะห์ว่า ชัยชนะครั้งนี้มาจากภาพลักษณ์“ผู้นำในภาวะสงคราม” (Wartime Leader)จากกรณีความขัดแย้งตามแนวพรมแดนกัมพูชา และการให้ความสำคัญกับชาตินิยมท่ามกลางความกังวลเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างเชิงรุกจากฝ่ายหัวก้าวหน้า ทำให้ภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจในฐานะพรรคที่สามารถรักษา “เสถียรภาพ” และความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันหลักของชาติไว้ได้
สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในปรากฏการณ์ “โลกหันขวา” ครั้งนี้ คือชัยชนะของขั้วอนุรักษนิยมในไทยและญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ขั้นสูงสุด
ในกรณีของประเทศไทย ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยเกิดขึ้นในช่วงที่ไทยต้องเผชิญกับวิกฤติชายแดน "ไทย-กัมพูชา" ที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ จนนำไปสู่การทำข้อตกลงหยุดยิง
ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ท่ามกลางข้อพิพาทช่องแคบไต้หวันที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘จีน-ญี่ปุ่น’ สั่นคลอน
วิเคราะห์ความล้มเหลวของ ‘เสรีนิยม’
เป็นไปได้ว่าเบื้องลึกของการหันขวาครั้งนี้คือ “ความล้มเหลวของเสรีนิยม” ที่สั่งสมมานาน วารสารวิชาการ The Chinese Journal of International Politics วิเคราะห์ว่าวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน ทั้งวิกฤติการเงินปี 2008, โควิด-19 และสงครามในซีกโลกต่างๆ ที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ด้านความมั่นคง ลุกลามกลายเป็นวิกฤติพลังงาน สู่ภาวะขาดแคลนสินค้า และภาวะเงินเฟ้อ
แม้โลกาภิวัตน์จะสร้างความมั่งคั่งแต่ผลประโยชน์กลับกระจุกตัวอยู่ที่ชนชั้นนำ เรื่องนี้ทำให้ “ฝ่ายขวาจัด” ก้าวเข้ามาเป็นที่พึ่งใหม่ เห็นได้จากฐานเสียงของพรรคลิพับลิกันในการเลือกตั้งของสหรัฐในรอบล่าสุดได้เปลี่ยนจาก “คนรวย” มาเป็น “คนทำงาน” อย่างชัดเจน
ดังเห็นได้จากการเลือกตั้งให้สหรัฐเมื่อปี 2567 ที่ทรัมป์คว้าใจกลุ่มคนผิวขาวที่ไม่มีปริญญาได้ถึง 66% และกลุ่มลาติน 47% ในปี 2567 ซึ่งเดิมเคยเป็นฐานเสียงของฝั่งซ้ายมาโดยตลอด
ศาสตราจารย์ ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้สัมภาษณ์กับ กรุงเทพธุรกิจ ถึงบริบทการเมืองโลกที่กลุ่มการเมืองที่มีทัศนคติแบบขวาเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในเวทีการเมืองระดับประเทศและระหว่างประเทศมากขึ้น
โดยมองว่าท้ายที่สุดวงจรนี้จะทำให้ยุคอำนาจนิยมเข้าสู่ยุคขาขึ้น และระเบียบโลกแบบนี้ก็จะทำให้แต่ละประเทศไม่ชื่นมื่นเหมือนแต่ก่อน มีลักษณะตัวใครตัวมันมากขึ้น ต่อไปอาจทำให้เกิดความขัดแย้งและลงไม้ลงมือกันตรงๆ
วารสารวิชาการ The Chinese Journal of International Politics ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดได้ตีพิมพ์บทความที่ชื่อว่า The End of the Liberal International Order? Globalization, Deep Contestation, and the Future ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าในปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าเป็นช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ทางประวัติศาสตร์
เมื่อระเบียบโลกเสรีนิยมกำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนักจากการแผ่อิทธิพลของฝ่ายอนุรักษนิยมขวาจัด ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองในระดับประเทศ แต่กำลังนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างโลก
การก้าวขึ้นมาของฝ่ายขวาจัดที่เน้นนโยบาย “ชาตินิยม” ทำให้กติกาสากลที่เคยเป็นบรรทัดฐานถูกตั้งคำถาม เมื่อแต่ละประเทศเริ่มไม่ยอมรับกฎเกณฑ์กลาง โลกจึงก้าวเข้าสู่ภาวะอนาธิปไตยในเชิงปฏิบัติ นั่นคือไม่มี “ผู้คุมกฎ” ที่ทุกฝ่ายเกรงใจ และไม่มี “กติกา” ในการสร้างกฎใหม่
สิ่งนี้ส่งผลให้ความชัดเจนเรื่องใครมีสิทธิ์ตัดสินใจได้หายไป และสถานการณ์มักจะตัดสินกันด้วย “อำนาจ” ทางการเมืองมากกว่าการใช้เหตุผลหรือกฎหมายระหว่างประเทศ
ภายใต้การนำของฝ่ายขวาใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจกับพันธมิตรจะเปลี่ยนไปจากเดิมที่เน้นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กลายเป็นการเจรจาแบบ “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์”
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความสั่นคลอนขององค์กรความร่วมมืออย่าง NATO หรือการที่สหรัฐภายใต้แนวคิดชาตินิยมเริ่มมองพันธมิตรเดิมเป็นคู่แข่งทางการค้า
สิ่งนี้ทำให้เกิดสงครามการค้าที่ไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู ส่งผลให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงและคาดเดาได้ยากขึ้น สู่โลกที่มีแนวโน้มจะแยกออกเป็น “ขั้วอิทธิพล” ที่ชัดเจน ซึ่งแต่ละขั้วจะมีกฎเกณฑ์และอุดมการณ์เป็นของตนเอง ทำให้โลกที่เคยเชื่อมโยงกันด้วยโลกาภิวัตน์แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
อย่างไรก็ตาม ศ. ดร.ฐิตินันท์ มองว่าระเบียบโลกแบบปัจจุบันก็อยู่มากว่า 80 ปี และกระบวนการของการสั่นคลอนเพิ่งเกิดขึ้นมาช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา และมองว่าการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกจากหนึ่งขั้วไปอีกหนึ่งขั้วคงจะไม่เกิดขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แต่อาจจะเป็น 5-10 ปี หรือนานกว่านั้น
อ้างอิง กรุงเทพธุรกิจ ECFR บทความวารสาร





