วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

สื่อโลกเกาะติดปิดหีบ เลือกตั้งไทย 69 จับตาศึก 3 พรรคใหญ่

สื่อโลกเกาะติดปิดหีบ เลือกตั้งไทย 69 จับตาศึก 3 พรรคใหญ่

สื่อทั่วโลกจับตา ปิดหีบ 'เลือกตั้งไทยปี 69' ศึก 3 ขั้วพรรคการเมือง 'ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-ประชาชน' คาดไร้พรรคแลนด์สไลด์ สุดท้ายต้องจัดตั้ง 'รัฐบาลผสม'

สื่อโลกเกาะติดศึกเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยในวันนี้(8ก.พ.69)ได้จบลงแล้ว ซึ่งการเลือกตั้ง69ครั้งนี้ถูกจับจ้องจากสำนักข่าวทั่วโลก  โดยจับตาการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นการประชันหน้าระหว่าง 3พรรคใหญ่ ได้แก่ ภูมิใจไทย เพื่อไทย และประชาชน ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

สำนักข่าวบีบีซี (BBC) รายงานล่าสุดหลังปิดหีบเลือกตั้ง ท่ามกลางบรรยากาศการขับเคี่ยวอย่างเข้มข้นระหว่างกลุ่มการเมืองฝ่ายปฏิรูปและฝ่ายอนุรักษ์นิยม หลังจากที่รัฐบาลผสมขาดเสถียรภาพจนนำไปสู่การล่มสลายหลายชุด ส่งผลให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี

บีบีซี รายงานว่า ศึกครั้งนี้เป็นการเดิมพันระหว่าง พรรคประชาชน ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศ กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ซึ่งที่ผ่านมาประวัติศาสตร์การเมืองไทยมักเผชิญกับการแทรกแซงจากอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เห็นได้จากการพ่ายแพ้ของของพรรคก้าวไกลในปี 2566 ที่แม้จะชนะการเลือกตั้ง แต่ถูกขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาล และตามมาด้วยการสั่งยุบพรรคโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความพยายามของกลุ่มอำนาจเดิมในการสกัดกั้นพรรคการเมืองที่กล้าท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิมของไทย

สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถูกจับตาว่า พรรคประชาชนซึ่งเป็นผู้นำในผลสำรวจ จะทำผลงานได้ดีแค่ไหน

สำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) : วิเคราะห์ว่า แม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีพรรคการเมืองลงสนามมากกว่า 50 พรรค แต่มีเพียง 3 พรรคหลักเท่านั้นที่มีโครงสร้างพรรคและฐานเสียงครอบคลุมทั่วประเทศจนมีลุ้นชัยชนะ ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนที่นั่งในสภาที่มีถึง 500 ที่นั่ง ประกอบกับผลสำรวจที่ระบุว่าไม่มีพรรคใดมีแนวโน้มจะชนะขาดแบบเบ็ดเสร็จ การเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมจึงกลายเป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะต้องได้รับความเห็นชอบจากเสียงข้างมากของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ทางด้าน โทนี่ เฉิง ผู้สื่อข่าวอัลจาซีราประจำกรุงเทพฯ รายงานว่า บรรยากาศของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยเต็มไปด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่ายและคุ้นชินกับวงจรเดิมๆ 

พร้อมรายงานบทสัมภาษณ์ผู้ที่มาใช้สิทธิ์ระบุว่า ”เราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาเพียง 3 ปี ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ควรจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นอีกจนกว่าจะถึงอีก 2-3 ปีข้างหน้า และคาดการณ์ว่าผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้อาจซ้ำรอยเดิม โดยพรรคประชาชนมีแนวโน้มที่จะยังคงรักษาตำแหน่งพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งไว้ได้อีกครั้ง”

สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters): รายงานว่า การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยในครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้ากันครั้งสำคัญระหว่าง 3 ขั้วการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางการวิเคราะห์ว่าไม่มีพรรคการเมืองใดจะสามารถคว้าชัยชนะด้วยเสียงข้างมากเด็ดขาดได้ ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยตอกย้ำความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ยืดเยื้อ 

แม้พรรคประชาชนะมีคะแนนนำในผลสำรวจความคิดเห็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังเผชิญความท้าทายในการรวบรวมเสียงสนับสนุนให้เกินกึ่งหนึ่งของสภา 

นอกจากนี้ การลงคะแนนครั้งนี้ยังมีวาระสำคัญคือการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าจะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาแทนที่ฉบับปัจจุบันหรือไม่

สำนักข่าวเอพี (AP): ก็จับตามองการเผชิญหน้ากันของ 3 ขั้วการเมืองอย่างใกล้ชิด ได้แก่ แนวคิดการเมืองแบบก้าวหน้า, นโยบายแบบประชานิยม และระบบอุปถัมภ์

การขับเคี่ยวเพื่อแย่งชิงฐานเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 53 ล้านคนในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกระแสชาตินิยมที่กำลังพุ่งสูงขึ้น 

แม้ว่าจะมีพรรคการเมืองตบเท้าเข้าชิงชัยมากกว่า 50 พรรค แต่ในสายตาของนักวิเคราะห์ มีเพียง 3 พรรคใหญ่ที่มีโครงสร้างองค์กรเข้มแข็งและมีฐานเสียงครอบคลุมทั่วประเทศเพียงพอที่จะกำชัยชนะได้ คือ พรรคประชาชน, พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย โดยผลการเลือกตั้งในครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญว่าประเทศไทยจะก้าวไปในเส้นทางของการปฏิรูปหรือการรักษาโครงสร้างอำนาจเดิม

สำนักข่าวนิวยอร์กไทม์ (The New York Times): ติดตามประเด็นการเลือกตั้งประเทศไทยพร้อมนำเสนอแง่มุม “เศรษฐกิจ” โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าในปีนี้เศรษฐกิจของไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% ซึ่งต่ำที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ ประเทศนี้ยังเป็นหนึ่งในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในภูมิภาค ตามข้อมูลของธนาคารโลกประชาชนบางส่วนมีหนี้สินมากที่สุดในเอเชีย โดยหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 90 % ของ GDP  เทียบกับเวียดนามที่ประมาณ   25%

สำนักข่าว CNA : เกาะติดการเลือกตั้งไทยอย่างต่อเนื่องทุกชั่วโมงระบุว่า จำนวนเขตเลือกตั้งที่มีมากกว่า 400 เขตทั่วประเทศ หนึ่งในสมรภูมิที่สำคัญที่สุดและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดคือ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีที่นั่งรวม 33 ที่นั่ง 

ในอดีตช่วงทศวรรษ 1990 ถึง 2000 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพ  เคยเป็นฐานเสียงหลักของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ แต่ทว่านับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา กระแสของพรรคประชาชนได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างปรากฏการณ์กวาดที่นั่งเกือบทั้งหมดในเมืองหลวงในการเลือกตั้งปี 2023 ภายใต้ชื่อเดิมคือพรรคก้าวไกล

ดังนั้น  การรักษาฐานเสียงเดิมในครั้งนี้อาจเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นสำหรับพรรคประชาชน เนื่องจากมีการส่งผู้สมัครหน้าใหม่ลงแข่งขันหลายเขต ประกอบกับพรรคประชาธิปัตย์ที่เริ่มมีการฟื้นตัว กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อแย่งชิงพื้นที่ที่เคยเสียไปกลับคืนมา