ผู้บริหารระดับสูงของล็อกฮีดมาร์ตินคาด เอเชียแปซิฟิกจะมีเครื่องบินรบ F-35 รุ่นที่ 5 ปฏิบัติการในภูมิภาคราว 300 ลำ ภายในปี 2035 และเครื่องบินรบ F-35 คือ ‘ตัวเปลี่ยนเกม’
เมื่อโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเนื่องจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงเอเชียแปซิฟิก การเสริมแกร่งกองทัพจึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการเตรียมรับมือความท้าทายและภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น และเครื่องบินรบ F-35 ของสหรัฐ ก็เป็นหนึ่งในอาวุธที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางทหารให้กับพันธมิตรสหรัฐในเอเชียแฟซิฟิก
ผู้บริหารระดับสูงของล็อกฮีดมาร์ติน ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการบินและอากาศยานของสหรัฐ กล่าวในงานสิงคโปร์แอร์โชว์เมื่อวันอังคาร (3 ก.พ.) คาดว่า เอเชียแปซิฟิกจะมีเครื่องบินรบ F-35 รุ่นที่ 5 ปฏิบัติการในภูมิภาคราว 300 ลำ ภายในปี 2035
สตีฟ ชีฮี รองประธานฝ่ายการพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศด้านการบินของล็อกฮีดมาร์ติน เปิดเผยคาดการณ์ดังกล่าวในระหว่างแถลงข่าว โดยอ้างอิงภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในภูมิภาค และความสามารถในการทำงานร่วมกันของพันธมิตรสหรัฐที่บรรลุผลสำเร็จ และเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม”
การปรากฏตัวของล็อกฮีดมาร์ตินในสิงคโปร์มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่จีนกำลังขยายกองทัพเครื่องบินรบรุ่นที่ 5 ของตนเองอย่างรวดเร็ว
ชีฮีกล่าวว่า สหรัฐมีความร่วมมือที่ “แข็งแกร่งมาก” กับพันธมิตรระดับภูมิภาคที่สำคัญ 4 ประเทศที่ใช้งานเครื่องบิน F-35 ซึ่งได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้
ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ได้สั่งซื้อเครื่องบินทั้ง F-35A ซึ่งเป็นรุ่นที่มีรูปแบบการขึ้นบินและลงจอดทั่วไปในรันเวย์ดั้งเดิม และรุ่น F-35B ที่ลงจอดแบบแนวดิ่ง และออกแบบมาเพื่อลงจอดบนเรือยกพลขึ้นบก (amphibious ship) และพื้นที่ทุรกันดาร
ชีฮีกล่าวว่า โตเกียวอาจกลายเป็นผู้ใช้งานเครื่องบินรบ F-35 รายใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ ซึ่งตำแหน่งอันดับสองนั้นออสเตรเลียครอบครองเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากมีเครื่องบินรบรุ่นดังกล่าว 72 ลำ ขณะที่เกาหลีใต้มีเครื่องบินรบ F-35A ประจำการอยู่ 40 ลำ และกำลังพิจารณาเพิ่มอีก 5-20 ลำ
ล็อกฮีดมาร์ตินประสบความสำเร็จในการส่งมอบเครื่องบิน F-35 จำนวน 191 มากเป็นประวัติการณ์เมื่อปีก่อน และเตรียมส่งมอบอีก 156 ลำในปีนี้ ซึ่งชีฮีบอธิบายว่าเป็นระดับการส่งมอบที่ “สมดุลที่สุด”
“ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นกว้างใหญ่ และผู้นำกองทัพหลายประเทศก็ให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้ เนื่องจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้น และความเป็นหุ้นส่วนในภูมิภาคนี้ก็มีความแข็งแกร่ง” ชีฮี กล่าว
เครื่องบินขับไล่รุ่นที่ 5 โดยทั่วไปแล้วมีความสามารถในการพรางตัวและบินด้วยความเร็วเหนือเสียงได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องยนต์ไอพ่นเสริม นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินแบบบูรณาการ มีช่องเก็บอาวุธภายใน และติดตั้งเซ็นเซอร์ขั้นสูงอีกด้วย และเนื่องจากมีความคล่องตัวในการบินสูงและการรับรู้สถานการณ์ที่เหนือกว่า ทำให้เครื่องบินรุ่นใหม่นี้มีประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องบินรุ่นเก่าทั้งในภารกิจโจมตีทางอากาศและโจมตีภาคพื้นดิน นอกจากนี้ยังสามารถครองน่านฟ้าได้ดีกว่าผ่านการปฏิบัติภารกิจครองความได้เปรียบทางอากาศต่างๆ (air superiority missions)
จีนมีอำนาจทางอากาศเพิ่ม
การพัฒนาและการขยายคลังแสงเครื่องบินรบอย่างรวดเร็วของจีน ทั้งเครื่องบิน J-20 ที่พัฒนาเป็นรุ่นแรก ไปจนถึงเครื่องบินรุ่น J-35 ที่พัฒนาเมื่อปีก่อน และการใช้ยุทธศาสตร์การปิดกั้นการเข้าถึง/การปฏิเสธพื้นที่ (anti-access/area denial strategy) ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อความเคลื่อนไหวทางทหารของสหรัฐภายในแนวเกาะชั้นแรก (first island chain: แนวเกาะสำคัญทางยุทธศาสตร์ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ที่ทอดยาวตั้งแต่ญี่ปุ่น ไปยังไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และพื้นที่บางส่วนของอินโดนีเซีย)
รายงานในเดือน ม.ค. ของสถาบัน Royal United Services ที่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร พบว่า ศักยภาพของจีนในการต่อกรกับอำนาจทางอากาศของชาติตะวันตกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมาก
รายงานดังกล่าวได้อ้างอิงข้อมูลการผลิตเครื่องบินรบรุ่น 4 และรุ่น 5 ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง รวมกับเทรนด์ในปัจจุบันพบว่า กองทัพปลอดปล่อยประชาชน (PLA) ของจีนอาจมีเครื่องบินรบรุ่น J-20 ประจำการราว 1,000 ลำ ภายในปี 2030
สหรัฐและพันธมิตรได้พยายามยกระดับขีดความสามารถทางทหารเช่นกัน รวมถึงการเสริมแกร่งด้านกองทัพอากาศ ผ่านการจัดซื้อเครื่องบิน F-35 ซึ่งชีฮีอธิบายว่าเป็นเครื่องบินรบรุ่นที่ 5 เพียงรุ่นเดียวที่เปิดจำหน่ายในตลาดเสรี
เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ระบุว่า “ยุทธศาสตร์สันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง” ของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้มีการมีการป้องกันแนวเกาะชั้นแรก และปฏิเสธการครอบงำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหนือเกาะและหมู่เกาะต่างๆ ที่ทอดยาวตั้งแต่ญี่ปุ่นไปยัง ไต้หวันและฟิลิปปินส์
ชีฮียังได้พูดถึงยุทธศาสตร์ดังกล่าวของรัฐบาลวอชิงตันด้วย โดยบอกว่า ความเป็นหุ้นส่วนด้านเครื่องบินรบ F-35 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเติบโต และเสริมว่า ความแข็งแกร่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาไว้ผ่านการฝึกซ้อม โดยอ้างอิงถึงการฝึกซ้อมทางทหารระหว่างสหรัฐและพันธมิตร ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมของเครื่องบินรบ
ญี่ปุ่นกำลังตามรอยออสเตรเลีย
ในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีของพีแอลเอ ไต้หวันได้พยายามซื้อเครื่องบินรบ F-35 แต่มีรายงานว่าสหรัฐปฏิเสธที่จะจำหน่ายเครื่องบินรบรุ่นดังกล่าวให้กับไต้หวันเนื่องจากความกังวลทางการเมือง
ปักกิ่งมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง และอาจใช้กำลังถ้าจำเป็น แต่ประเทศส่วนใหญ่รวมถึงสหรัฐและพันธมิตรของสหรัฐเองไม่ได้ให้การรับรองเอกราชของเกาะปกครองตนเองแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม วอชิงตันได้คัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ด้วยการใช้กำลังทหาร และยังคงมีความมุ่งมั่นในการจัดหาอาวุธให้ไต้หวัน
เมื่อสื่อถามว่ายังมีประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกเหนือจาก 4 ประเทศที่ครอบครอง F-35 ในปัจจุบัน ที่กำลังเจรจาเพื่อซื้อเครื่องบินรุ่นนี้หรือไม่ ชีฮีไม่ได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว แต่บอกว่า โรงงานประกอบและตรวจสอบผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายของล็อกฮีดมาร์ตินในญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนเป็น “ศูนย์บำรุงรักษา ซ่อมแซมและยกเครื่อง (MRO)” ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการบำรุงรักษาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ สำหรับสหรัฐและพันธมิตรในเอเชียแปซิฟิก
ชีฮีเสริมต่อว่า “ญี่ปุ่นกำลังตามรอยออสเตรเลีย” ที่ได้ประกาศบรรลุขีดความสามารถปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งหมายความว่าได้รับเครื่องบินและมีนักบินที่ผ่านการฝึกอบรมครบทั้งหมดแล้ว ทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกและบุคลากรที่พร้อมสำหรับการบริการด้าน MRO เพื่อให้สามารถปฏิบัติการและบำรุงรักษาเครื่องบินได้อย่างเต็มศักยภาพในทุกภารกิจ
“เราได้ยกระดับความสามารถในการทำงานร่วมกันไปอีกขั้น … F-35 เป็นตัวเปลี่ยนเกมอย่างแท้จริง”





