เมื่อไม่กี่วันก่อน แอนโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีหนังสือถึงเอกอัครราชทูตรัฐสมาชิก เตือนว่ายูเอ็นกำลังเสี่ยงล่มสลายทางการเงิน และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดแบบนี้ ตอกย้ำว่ายูเอ็นกำลังขาดแคลนเงินทุนครั้งใหญ่ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
เลขาธิการยูเอ็น ระบุผ่านจดหมายถึงเอกอัครราชทูต ซึ่งลงวันที่ 28 มกราคม 2026 ว่า ณ สิ้นปี 2025 มียอดเงินสมทบที่ค้างชำระสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2024แม้ว่าจะมีประเทศสมาชิกมากกว่า 150 ประเทศที่ชำระเงินสมทบครบถ้วนแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตามในจดหมายไม่ได้เปิดเผยชื่อประเทศที่ยังค้างชำระ
ปัญหางบประมาณขององค์กรเป็นปัญหาเรื้อรังที่สะสมมานาน จากการที่ประเทศสมาชิกบางประเทศไม่ชำระเงินสมทบภาคบังคับครบถ้วน ขณะที่บางประเทศจ่ายเงินล่าช้า ส่งผลให้ยูเอ็นต้องดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด ทั้งการชะลอการจ้างงานใหม่และการตัดลดค่าใช้จ่ายในหลายด้าน ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปยูเอ็นอาจหมดเงินภายในเดือน ก.ค.
เว็บไซต์อีโคโนมิกไทม์ส รวบรวมสาเหตุหลักของปัญหามีด้วยกันหลายประการ เริ่มต้นจาก
- การค้างชำระเงินเรื้อรัง โดยเฉพาะจากประเทศผู้สนับสนุนรายใหญ่ ส่งผลต่อการจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่ การคงไว้ซึ่งปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ และการประสานงานบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน
- สหรัฐลดความช่วยเหลือ สหรัฐซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของยูเอ็นได้ลดการสนับสนุนลงอย่างมาก โดยปฏิเสธที่จะให้ทุนสนับสนุนทั้งงบประมาณดำเนินงานปกติและภารกิจรักษาสันติภาพ และยังได้ถอนตัวจากหน่วยงานบางแห่งของยูเอ็นโดยมองว่าเป็น “การสิ้นเปลืองภาษีของประชาชน”
- นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ทรัมป์ กล่าวหาว่ายูเอ็นไม่มีประสิทธิภาพและไม่สนับสนุนความพยายามสร้างสันติภาพที่นำโดยสหรัฐ ในปี 2025 รัฐบาลวอชิงตันไม่ได้จ่ายเงินสมทบตามประเมินสำหรับงบประมาณหลักของยูเอ็นเลย และจ่ายเพียงประมาณ 30% ของงบประมาณรักษาสันติภาพที่คาดการณ์ไว้
- การถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) สหรัฐถอนตัวจากดับเบิลยูเอชโออย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ฝ่ายกฎหมายของดับเบิลยูเอชโอจะยืนยันว่าสหรัฐยังคงมีภาระผูกพันตามกฎหมายจ่ายหนี้ค้างชำระสำหรับปี 2024 และ 2025
- การตัดงบจากประเทศอื่น ไม่เพียงแค่สหรัฐ สหราชอาณาจักรและเยอรมนีก็ได้ประกาศลดงบประมาณด้านความช่วยเหลือต่างประเทศลงอย่างมากเช่นกัน
จากเหตุปัจจัยที่กล่าวมา ผลกระทบจากการขาดแคลนงบประมาณเริ่มปรากฏให้เห็นในพื้นที่ปฏิบัติงานแล้ว เช่น
- อัฟกานิสถาน ประเทศที่อัตราการเสียชีวิตมารดาขณะคลอดบุตรสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หน่วยงาน UN Women จำเป็นต้องปิดคลินิกแม่และเด็ก ส่งผลกระทบต่อการดูแลช่วยชีวิตแม่
- ซูดาน โครงการอาหารโลก (ดับเบิลยูเอฟพี) ต้องลดสัดส่วนอาหารสำหรับผู้ลี้ภัยจากความขัดแย้งลงเนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์
หากปัญหาการขาดแคลนงบประมาณไม่ได้รับการแก้ไข ยูเอ็นเตือนว่าโครงการต่างๆ จะได้รับผลกระทบดังนี้
- ภารกิจรักษาสันติภาพ: อาจมีข้อจำกัดในการจ่ายเงินชดเชยให้กองกำลัง การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ และการคงอยู่ของภารกิจในพื้นที่ความขัดแย้ง
- ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม: หน่วยงานอย่างดับเบิลยูเอฟพีและยูนิเซฟอาจได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการดำเนินงานช่วยชีวิตที่ลดลง
- โครงการพัฒนา: โครงการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาวอาจต้องลดขนาดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชากรกลุ่มเปราะบาง
ท้ายที่สุด ยูเอ็นย้ำว่า หากไม่สามารถจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่ได้ตรงเวลา หรือไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีทางการเงินได้ อาจก่อให้เกิดการหยุดชะงักในการดำเนินงานในวงกว้างยิ่งขึ้น
“ยูเอ็นมีทางเลือกเพียงสองทาง คือ ประเทศสมาชิกต้องชำระเงินสมทบให้ครบถ้วนและตรงเวลา หรือไม่ก็ต้องปฏิรูประบบการเงินขององค์กรครั้งใหญ่ มิฉะนั้นยูเอ็นอาจเผชิญวิกฤติการเงินขั้นรุนแรงจนไม่สามารถดำเนินโครงการประจำปี 2026 ซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมาได้อย่างเต็มรูปแบบ และเงินสดในงบประมาณปกติอาจหมดลงภายในเดือนกรกฎาคมนี้” กูเตอร์เรสกล่าว
- ทรัมป์เชื่อมั่นแก้วิกฤติได้ง่ายมาก
ทรัมป์เผยกับเว็บไซต์ข่าว Politico เมื่อวันอาทิตย์ (31 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เขาไม่ทราบเลยว่า ยังค้างชำระเงินยูเอ็น แต่มั่นใจว่า เขาสามารถ “แก้ปัญหานี้ได้ง่ายมาก” และทำให้ประเทศอื่นๆ จ่ายเงินได้เพียงแค่ยูเอ็นร้องขอ
“ถ้าทุกคนมาหาทรัมป์แล้วบอกกับเขา ผมจะทำให้ทุกคนจ่ายได้เหมือนกับที่ทำให้นาโตจ่ายมาแล้ว” ทรัมป์พูดถึงตัวเองเป็นบุคคลที่ 3พร้อมเสริมว่า
“สิ่งที่เขาต้องทำมีเพียงแค่โทรศัพท์หาประเทศเหล่านั้น แล้วพวกเขาจะส่งเช็คชำระเงินมาให้ภายในไม่กี่นาที”
ความเห็นของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเอ็นได้ออกมาเตือนว่ายูเอ็นอาจจำเป็นต้องลดขนาดการดำเนินงาน หรือแม้แต่ต้องปิดสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก หากประสบปัญหาขาดแคลนเงินสด ซึ่งทรัมป์ไม่เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว
“ผมไม่คิดว่ามันเหมาะสม ยูเอ็นจะไม่ย้ายจากนิวยอร์ก และไม่ย้ายออกจากสหรัฐ เพราะยูเอ็นมีศักยภาพมหาศาล” ทรัมป์กล่าวด้วยน้ำเสียงปกป้องสถาบันที่เขาเองเคยโจมตีบ่อยครั้งการแสดงท่าทีแบบนี้น่าสนใจมากสำหรับประธานาธิบดีผู้ยึดถือแนวทาง “อเมริกาต้องมาก่อน” เพราะในอดีตทรัมป์เคยถอนตัวจากองค์กรพหุภาคีหลายแห่งทั้งในวาระแรกและวาระปัจจุบัน





