วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

อ่านเกมทรัมป์โจมตีอิหร่านหวังปลุกม็อบหรือแค่ขู่ทำดีลนิวเคลียร์

อ่านเกมทรัมป์โจมตีอิหร่านหวังปลุกม็อบหรือแค่ขู่ทำดีลนิวเคลียร์

 กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ทรูธโซเชียลถึงอิหร่าน แหล่งข่าวหลายรายเผยว่า ทรัมป์พิจารณาทางเลือกเล่นงานอิหร่าน เช่น โจมตีกองกำลังความมั่นคง และผู้นำ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประท้วง แม้อิสราเอลและชาติอาหรับเตือนว่า การโจมตีทางอากาศอย่างเดียวไม่สามารถโค่นผู้นำได้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างแหล่งข่าววงในสหรัฐสองรายว่า ทรัมป์ต้องการสร้างเงื่อนไขเพื่อ “เปลี่ยนระบอบ” หลังรัฐบาลปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศเมื่อหลายวันก่อนคร่าชีวิตประชาชนหลายพันคน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว เขากำลังพิจารณาทางเลือกที่จะโจมตีผู้บัญชาการ และสถาบันที่วอชิงตันมองว่าเป็นต้นเหตุของความรุนแรง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประท้วงว่าพวกเขาสามารถบุกยึดอาคารของรัฐบาล และหน่วยงานรักษาความมั่นคงได้

แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า ตัวเลือกที่ทีมงานทรัมป์คุยกันยังรวมถึงการโจมตีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้ส่งผลกระทบยาวนาน อาจเป็นการโจมตีขีปนาวุธที่เล่นงานพันธมิตรสหรัฐในตะวันออกกลางได้ หรือโครงการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์

แหล่งข่าวรายอื่นๆ กล่าวว่า ทรัมป์ยังไม่ตัดสินใจวิธีการลงมือ และยังไม่ตัดสินใจว่าจะใช้กำลังหรือไม่

สัปดาห์นี้เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น และกองเรือรบสนับสนุนมาถึงตะวันออกกลางแล้ว เป็นการขยายขีดความสามารถของทรัมป์หากใช้ปฏิบัติการทางทหาร หลังข่มขู่หลายครั้งว่าจะเข้าแทรกแซงหากอิหร่านปราบปรามผู้ชุมนุม

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่อาหรับสี่ราย นักการทูตตะวันตกสามราย และเจ้าหน้าที่อาวุโสชาวตะวันตกหนึ่งรายที่รัฐบาลของพวกเขาได้รับรายงานเรื่องการหารือ กล่าวว่า พวกเขากังวลว่าการโจมตีเช่นนั้นแทนที่จะดึงประชาชนลงถนน อาจทำลายขบวนการที่กำลังตกตะลึงหลังถูกทางการปราบปรามนองเลือดมากที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979

อเล็กซ์ วาแทนกา ผู้อำนวยการโครงการอิหร่าน สถาบันตะวันออกกลาง กล่าวว่า ถ้าทหารไม่แปรพักตร์ครั้งใหญ่ การประท้วงอิหร่านยังคงเป็นแค่ “ความกล้าหาญแต่เอาชนะไม่ได้”

ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และทำเนียบขาวยังไม่ให้ความเห็นกับรอยเตอร์ สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลปฏิเสธให้ความเห็น

ทรัมป์จี้อิหร่านเมื่อวันพุธ (28 ม.ค.69) ให้กลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อทำข้อตกลงอาวุธนิวเคลียร์ เตือนว่า การโจมตีครั้งต่อไปของสหรัฐจะรุนแรงยิ่งกว่าการทิ้งระเบิดถล่มโรงงานนิวเคลียร์สามแห่งเมื่อเดือนมิ.ย.  ทรัมป์เรียกกองเรือในตะวันออกกลางว่าเป็น “กองเรือรบใหญ่” กำลังแล่นสู่อิหร่าน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านรายหนึ่งกล่าวกับรอยเตอร์ว่า อิหร่าน “กำลังเตรียมการสำหรับการเผชิญหน้าทางทหาร และใช้ช่องทาง ทางการทูตในเวลาเดียวกัน” แต่วอชิงตันไม่เปิดช่องทางนี้

ทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติโพสต์แพลตฟอร์ม X ในวันพุธ อิหร่านพร้อมสำหรับการเจรจา “บนพื้นฐานความเคารพ และผลประโยชน์ร่วมกัน”

ทรัมป์ไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดว่าต้องการดีลแบบไหน ประเด็นเจรจาครั้งก่อนของรัฐบาลทรัมป์ห้ามอิหร่านไม่ให้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างอิสระ ห้ามพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล ห้ามสนับสนุนเครือข่ายติดอาวุธในตะวันออกกลาง

  • ข้อจำกัดของการโจมตีทางอากาศ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลคนหนึ่งผู้ทราบแผนการระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐ กล่าวกับรอยเตอร์ อิสราเอลไม่เชื่อว่าการโจมตีทางอากาศอย่างเดียวจะโค่นอิหร่านได้ ถ้านั่นคือ เป้าหมายของวอชิงตัน

“หากคุณต้องการโค่นระบอบ คุณต้องส่งทหารเข้าไป” เจ้าหน้าที่รายนี้กล่าวและว่า ต่อให้สหรัฐสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดลงได้ อิหร่านจะ “มีผู้นำคนใหม่ขึ้นมาแทน” มีเพียงการผสมผสานแรงกดดันจากภายนอกกับการต่อต้านภายในประเทศอย่างมีการจัดการเท่านั้นที่จะเปลี่ยนอนาคตการเมืองของอิหร่านได้ ผู้นำอิหร่านอ่อนแอลงจากความไม่สงบ แต่ยังควบคุมประเทศอย่างแข็งแกร่ง แม้วิกฤติเศรษฐกิจที่จุดประกายการประท้วงยังคงดำเนินอยู่ 

แหล่งข่าววงในสองราย กล่าวว่า รายงานข่าวกรองสหรัฐหลายชิ้นสรุปแบบเดียวกันว่า เงื่อนไขการประท้วงยังคงอยู่ แม้บ่อนทำลายรัฐบาลได้ แต่รัฐบาลยังเหนียวแน่นกันอยู่

แหล่งข่าวตะวันตกเชื่อว่า ดูเหมือนเป้าหมายของทรัมป์คือ ดูแลการเปลี่ยนแปลงผู้นำมากกว่า “โค่นระบอบ” ซึ่งผลจะออกมาคล้ายๆ เวเนซุเอลา ที่สหรัฐเข้าไปเปลี่ยนตัวประธานาธิบดีโดยไม่เปลี่ยนรัฐบาล

สำหรับ คาเมเนอีเขายอมรับอย่างเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนระหว่างการประท้วง โดยกล่าวโทษสหรัฐ และอิสราเอลเป็นผู้ยุยงปลุกปั่น

ด้าน เอชอาร์เอเอ็นเอ กลุ่มสิทธิมนุษยชนในสหรัฐ ระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตจากความไม่สงบ 5,937 คน เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง 214 คน ขณะที่ทางการอิหร่านรายงานผู้เสียชีวิต 3,117 คน รอยเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบตัวเลขได้เพียงลำพัง

  • คาเมเนอียังกุมอำนาจแต่ออกงานน้อยลง

เจ้าหน้าที่ในตะวันออกกลาง กล่าวว่า ในวัย 86 ปี คาเมเนอีค่อยๆ ถอยจากงานประจำวัน ลดปรากฏตัวต่อสาธารณะ เชื่อกันว่าเขาอยู่ในที่ปลอดภัย หลังการโจมตีของอิสราเอลเมื่อปีก่อนปลิดชีพผู้นำทางทหารหลายคน

การบริหารจัดการประจำวันเปลี่ยนไปสู่คนใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (ไออาร์จีซี) เช่น อาลี ลาริจานี ที่ปรึกษาอาวุโส โดยไออาร์จีซีมีอำนาจดูแลเครือข่ายความมั่นคง และเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของอิหร่าน

แต่การที่คาเมเนอียังคงมีอำนาจตัดสินใจเรื่องการทำสงคราม การสืบทอดอำนาจ และยุทธศาสตร์นิวเคลียร์หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทำได้ยาก มากหากเขายังอยู่ในตำแหน่ง รอยเตอร์ติดต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กระทรวงไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับคาเมเนอี

นักการทูตสองราย กล่าวว่า ในวอชิงตัน และเยรูซาเล็ม เจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งโต้แย้งว่า การเปลี่ยนผ่านในอิหร่านอาจผ่านทางตันนิวเคลียร์ แล้วค่อยๆ เปิดประตูสู่ความร่วมมือกับชาติตะวันตกมากขึ้นได้ แต่พวกเขาก็ระมัดระวัง เพราะยังไม่เห็นผู้สืบทอดอำนาจชัดเจนต่อจากคาเมเนอี ซึ่งในช่วงสุญญากาศนี้ ชาติอาหรับ และนักการทูตเชื่อว่า ไออาร์จีซีจะควบคุมประเทศ ปกครองโดยใช้ไม้แข็งมากขึ้น ยิ่งทำให้เกิดการเผชิญหน้าเรื่องนิวเคลียร์ และเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค

ผู้นำใหม่คนใดก็ตามที่ขึ้นมาภายใต้แรงกดดันจากต่างชาติจะถูกปฏิเสธ และยิ่งทำให้ไออาร์จีซีแข็งแกร่งขึ้น ไม่ได้ถูกบั่นทอนให้อ่อนแอลง

ทั่วทั้งภูมิภาค ตั้งแต่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียไปจนถึงตุรกี ทางการต่างกล่าวว่า พวกเขาเลือกที่จะควบคุมสถานการณ์มากกว่าปล่อยให้อิหร่านล่มสลาย ไม่ใช่เพราะเห็นใจเตหะราน แต่เพราะเกรงว่าความวุ่นวายภายในประเทศที่มีประชากร 90 ล้านคน ซึ่งแตกแยกอยู่แล้วด้วยความขัดแย้งทางศาสนา และชาติพันธุ์ อาจทำให้ประเทศข้างเคียงไร้เสถียรภาพไปด้วย

นักการทูตตะวันตกสองรายเตือนว่า อิหร่านที่แตกแยกอาจบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองอย่างที่เคยเกิดขึ้นหลังสหรัฐรุกรานอิรักในปี 2003 ผู้ลี้ภัยไหลทะลัก กลุ่มติดอาวุธนิยมอิสลามเติบโต และสร้างความปั่นป่วนให้กับการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดคอขวดในการขนถ่ายพลังงานโลก

นักวิเคราะห์นาม วาแทนกา เตือนว่า ความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดคือ การแตกแยกเป็น “ซีเรียช่วงแรก” ที่ฝักฝ่าย และจังหวัดคู่แข่งต่อสู้แย่งชิงดินแดน และทรัพยากร

  • ผลกระทบระดับภูมิภาค

ประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐมายาวนาน และเป็นที่ตั้งของฐานทัพอเมริกันขนาดใหญ่ ต่างเกรงว่าตนจะเป็นเป้าหมายแรกของการตอบโต้จากอิหร่าน ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ขีปนาวุธโดยอิหร่านเอง หรือการโจมตีด้วยโดรนจากกลุ่มฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะราน

ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน และอียิปต์ต่างวิ่งเต้นกดดันวอชิงตันไม่ให้โจมตีอิหร่าน มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานของซาอุดีอาระเบียแจ้งกับประธานาธิบดีมาซูด เปเซสคิยัน ของอิหร่านว่า รัฐบาลริยาดไม่อนุญาตให้ใช้น่านฟ้าหรือดินแดนเพื่อปฏิบัติการทหารต่อเตหะราน

“สหรัฐอาจเหนี่ยวไก แต่ไม่ต้องรับความเสียหาย คนที่รับผลคือ พวกเรา” แหล่งข่าวอาหรับรายหนึ่งรำพึง

โมฮันนัด ฮัจญี อาลี จากศูนย์ตะวันออกกลางคาร์เนกี กล่าวว่า การส่งกำลังของสหรัฐชี้ให้เห็นว่า แผนการเปลี่ยนจากโจมตีครั้งเดียวไปเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมากขึ้น เนื่องจากวอชิงตัน และเยรูซาเล็มเชื่อว่า อิหร่านอาจฟื้นฟูขีดความสามารถด้านขีปนาวุธขึ้นมาอีกแล้วค่อยๆ เสริมสมรรถนะนิวเคลียร์เพื่อใช้เป็นอาวุธ

ด้านวาแทนกา สรุปว่า ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ “เกิดการกัดเซาะไปเรื่อยๆ ชนชั้นนำแปรพักตร์ เศรษฐกิจไปต่อไม่ได้ แย่งกันเป็นผู้นำ ซึ่งจะทำให้ระบบอ่อนแอจนพังทลายลงในที่สุด”

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์