background-default

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม 2569

Login
Login

พันธมิตรสหรัฐเบนเข็มหาจีน เมื่อ 'ทรัมป์' คาดเดายาก จึงเปิดโอกาส 'ปักกิ่ง' รับโชค

พันธมิตรสหรัฐเบนเข็มหาจีน เมื่อ 'ทรัมป์' คาดเดายาก จึงเปิดโอกาส 'ปักกิ่ง' รับโชค

พันธมิตรสหรัฐเริ่มเบนเข็มหาจีน เมื่อ 'ทรัมป์' คาดเดาและต่อรองด้วยยาก จึงเปิดโอกาส 'ปักกิ่ง' รับโชค การค้าเกินดุลทุบสถิติ เงินต่างชาติไหลเข้ามากเป็นประวัติการณ์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 1 ปีก่อน ด้วยนโยบาย “อเมริกามาก่อน” (America First) หลายคนจึงมองว่านี่เป็นปัญหาสำหรับ เศรษฐกิจที่ซบเซาของจีน แต่นั่นกลับทำให้ปักกิ่งสามารถคลี่คลายความสัมพันธ์ที่เย็นชากับคู่ค้าประเทศอื่นๆ ได้ และมียอดการค้าเกินดุลสูงเป็นประวัติการณ์

นักวิเคราะห์บอกว่า ขณะที่นโยบายทรัมป์ทำให้ความสัมพันธ์กับพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐตึงเครียดมากขึ้น จีนได้หันมาโฟกัสกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรสำคัญ รวมถึงแคนาดาและอินเดีย และนั่นทำให้การค้าของเศรษกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกเกินดุลเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 1.2 ล้านล้านในปี 2025 กระแสเงินตราต่างประเทศไหลเข้าต่อเดือนแตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมาที่ระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ และการใช้เงินหยวนของจีนในระดับโลกก็ขยายตัวมากขึ้น

ถึงเวลาขยายอิทธิพลจีน

เมื่อเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดินทางถึงจีนเมื่อวันพุธ (28 ม.ค.) ช่วงเย็น โดยหวังว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ตึงเครียดกับจีน นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่า นี่เป็นโอกาสที่ปักกิ่งจะขยายอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจในระดับโลกได้มากขึ้น

อเล็กซานดาร์ โทมิก ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ วิทยาลัยบอสตัน กล่าวว่า ด้วยขนาดเศรษฐกิจ 20 ล้านล้านดอลลาร์ และมูลค่าตลาดหุ้นและพันธบัตรอยู่ที่ 45 ล้านล้านดอลลาร์ จีนกำลังแจ้งเกิดในฐานะ “หุ้นส่วนที่มั่นคง” สำหรับหลายประเทศ

ด้านเดอร์ริก เออร์วิน ประธานร่วมฝ่ายวิเคราะห์หุ้นตลาดเกิดใหม่จาก Allspring Global Investments กล่าว

“ผมคิดว่าจีนทำงานได้ดี และวางตำแหน่งของตัวเองในฐานะหุ้นส่วนทางการค้าที่น่าเชื่อถือและมั่นคงได้อย่างถูกต้องเหมาะสม” และว่า "จีนมักบอกว่า คุณมีคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐที่สถานการณ์เริ่มไม่แน่นอนมากขึ้น เราสามารถมอบความแน่นอนและคาดการณ์ให้คุณได้ และผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ยุติธรรมมาก”

การเยือนจีนเป็นเวลาสี่วันของสตาร์เมอร์ถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นับตั้งแต่ปี 2018 หลังจาก

มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาเยือนจีนเมื่อต้นเดือน ซึ่งคาร์นีย์ก็เป็นนายกรัฐมนตรีแคนาดาคนแรกที่เยือนปักกิ่งนับ ตั้งแต่ปี 2017

ทั้งนี้ ระหว่างคาร์นีย์เยือนจีน แคนาดาและจีนได้ลงนามข้อตกลงทางเศรษฐกิจเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า และสร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ใหม่ โดยคาร์นีย์กล่าวว่า จีนเป็น “พันธมิตรที่คาดการณ์ได้และน่าเชื่อถือมากกว่า”

อย่างไรก็ตาม จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังต้องการทำข้อตกลงทางการค้าใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากสหรัฐ อินเดียและสหภาพยุโรป (อียู) ก็เพิ่งบรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ล่าช้ามานาน เมื่อวันอังคาร (27 ม.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งจะลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ กระตุ้นการค้าสองทางให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยอาจหนุนให้การส่งออกของยุโรปไปยังประเทศในเอเชียใต้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2032

หลายประเทศเบนเข็มค้ากับจีน

เมื่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดสองอันดับแรกของโลกเกิดข้อพิพาททางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา การกลับคืนสู่ทำเนียบขาวของทรัมป์ในเดือน ม.ค. 2025 จึงส่งผลให้ความตึงเครียดในหลายด้านเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก รวมถึงด้านการค้าและเทคโนโลยี

ทรัมป์เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมากกว่า 100% ในเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเปลี่ยนท่าทีบางส่วนและตกลงสงบศึกชั่วคราว ในขณะที่ปักกิ่งเดินเกมเร่งส่งออกสินค้าไปยังตลาดอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐ และออกมาตรการสนับสนุนหนุนภาคธุรกิจเอกชนและตลาดของตนเอง

การส่งออกจากจีนไปยังสหรัฐร่วง 20% ในปี 2025 แต่ส่งออกไปยังแอฟริกาเพิ่มขึ้น 25.8% ไปยังลาตินอเมริกาสูงขึ้น 7.4% ไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น 13.4% และไปยังสหภาพยุโรป (อียู) สูงขึ้น 8.4% ในปีก่อน

โทมิกบอกว่า หลายประเทศก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้มีท่าทีเป็นมิตรกับจีนเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับจีน เพราะสหรัฐคาดเดาได้ยากมากขึ้น

“ยิ่งสหรัฐต่อรองด้วยได้ยากเท่าไหร่ ยิ่งเปิดโอกาสให้จีนมากเท่านั้น”

แม้จีนมีความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐ แต่เศรษฐกิจจีน ซึ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันจากภายในทั้งการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอและอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซามานาน ยังคงเติบโตตามเป้ารัฐบาลที่ 5% ในปี 2025

การใช้เงินหยวนเพิ่มขึ้น

สองสามเดือนที่ผ่านมาจีนได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงโครงการนำร่องในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และภูมิภาคอื่นๆ เพื่อขยายและเปิดตลาดใหม่ในด้านบริการต่างๆ เช่น โทรคมนาคม การดูแลสุขภาพ และการศึกษา

ตามข้อมูลการชำระบัญชีธนาคารจากหน่วยงานกำกับดูแลตลาดอัตราแลกเปลี่ยน พบว่า จีนมีเงินต่างประเทศไหลเข้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.001 แสนล้านดอลลาร์ ในเดือนธ.ค. และเงินทุนสำรองต่างประเทศแตะระดับสูงสุดในรอบสิบปีที่ 3.36 ล้านล้านดอลลาร์

ตลาดเงินของประเทศจีนก็ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากข้อพิพาททางการค้า โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้ปรับตัวขึ้น 27% ในช่วงปีที่ผ่านมา ทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นสหรัฐมูลค่าการซื้อขายในตลาดก็สูงเป็นประวัติการณ์ และมีการใช้เงินหยวนเพิ่มขึ้นทั่วโลก

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ธนาคารเผยว่าเนื่องด้วยเงินดอลลาร์เริ่มไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนมากขึ้น เพราะแนวทางการค้าและการทูตระหว่างประเทศที่ไม่แน่นอนของทรัมป์ ปักกิ่งจึงผลักดันการส่งเสริมการใช้เงินหยวนในระดับโลกมากขึ้น และเสริมว่าธนาคารขนาดใหญ่ระดับโลกบางแห่งกำลังเร่งเพิ่มสภาพคล่องของเงินหยวนนอกประเทศและจัดวางโครงสร้างรองรับการชำระเงินด้วยเงินหยวนที่รวดเร็วยิ่งขึ้นในการค้าระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป

นายธนาคารคนหนึ่งจากธนาคารระดับโลกที่มีสาขาในจีน กล่าวว่า

“เราเคยเห็นจีนพยายามผลักดันเงินหยวนให้เป็นเงินตราระหว่างประเทศหลายครั้งแล้วก็ท้อถอย แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป...นโยบายของทรัมป์เอื้อต่อการกระตุ้นการใช้เงินหยวนเป็นอย่างมาก”

ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารกลางจีน (PBOC) และสำนักงานกำกับดูแลตลาดการเงิน (SAFE) ระบุว่า ปัจจุบันธุรกรรมข้ามพรมแดนของจีนมากกว่าครึ่งหนึ่งชำระด้วยเงินหยวน จากเดิมที่แทบไม่มีเลยเมื่อ 15 ปีก่อน ขณะที่การปล่อยสินเชื่อของธนาคารในต่างประเทศของจีนเกือบครึ่งหนึ่งก็อยู่ในรูปของเงินหยวนเช่นกัน

ไม่ได้หมายความว่าพันธมิตรไว้ใจปักกิ่ง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศบางคนได้ออกมาเตือนถึงกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นมิตรมากขึ้นของจีนแม้จะมีข้อตกลงทางการค้าใหม่ๆ

แพทริเซีย คิม นักวิจัยด้านนโยบายต่างประเทศจากสถาบันบรูกกิงส์ในวอชิงตัน กล่าวว่า ความไม่ไว้วางใจที่มีต่อสหรัฐ ไม่ได้หมายความว่า พันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐจะไว้วางใจปักกิ่งด้วย

“หลายประเทศเหล่านี้มีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับแนวทางการค้าของจีน อย่างการใช้มาตรการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ และข้อพิพาททางทะเลและประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข” คิมกล่าว และว่าในขณะนี้จีนอาจดูเหมือนยับยั้งชั่งใจหรือมีเหตุผลมากกว่าเมื่อเทียบกับคำพูดและการกระทำที่รุนแรงของรัฐบาลทรัมป์ แต่พฤติกรรมที่แท้จริงของปักกิ่งนั้นไม่ได้สร้างความมั่นใจมากนัก”