เจ้าชายซาอุดีฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยืนยัน ไม่ให้สหรัฐใช้ดินแดน น่านฟ้า หรือน่านน้ำในการ 'โจมตีอิหร่าน' ทำให้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐต่ออิหร่านที่อาจเกิดขึ้น มีความซับซ้อนมากขึ้น
ซาอุดีอาระเบีย ปฏิเสธเมื่อวันอังคาร (27 ม.ค.) ไม่ให้ใช้พื้นที่น่านฟ้าและดินแดนของตนในการโจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นปฏิบัติการของสหรัฐที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ทางเลือกของรัฐบาลทรัมป์ในการตอบโต้การปราบปรามผู้ประท้วงชาวอิหร่านอย่างรุนแรงมีความซับซ้อนมากขึ้น
มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้นำโดยพฤตินัยของราชอาณาจักร ได้ชี้แจงจุดยืนของประเทศในระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน ของอิหร่าน โดยมกุฎราชกุมารทรงเน้นย้ำว่า
ราชอาณาจักร “จะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ทางอากาศ หรือดินแดนของตน เพื่อปฏิบัติการทางทหารใดๆ ต่ออิหร่าน”
วอชิงตันโพสต์ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียกังวลเกี่ยวกับการถูกดึงเข้าไปมีความเกี่ยวข้องในความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งเคยโจมตีโรงงานน้ำมันของราชอาณาจักรเมื่อปี 2019 ในช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก
ความเคลื่อนไหวของซาอุดีอาระเบียเกิดขึ้นหลังจากกระทรวงการต่างประเทศของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แถลงการณ์ที่คล้ายกันเมื่อวันจันทร์ (26 ม.ค.)
คาริม ซัดจาดปูร์ จากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศกล่าว
“ทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่างตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากอิหร่านและกลุ่มตัวแทน การที่ระบอบอิหร่านอ่อนแอลงและเป็นภัยคุกคามน้อยลงนั้นเป็นผลประโยชน์ของพวกเขา แต่พวกเขากังวลเกี่ยวกับความไม่สงบในภูมิภาคและการแก้แค้นจากอิหร่าน และไม่ต้องการเป็นหัวหอกของอเมริกา”
การประกาศจากสองรัฐในอ่าวเปอร์เซียนี้ถือเป็นความล้มเหลวทางด้านนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ขณะที่พยายามเพิ่มแรงกดดันต่อเตหะราน ที่ฝ่าฝืนข้อเรียกร้องของวอชิงตันที่ให้หยุดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และยุติการปราบปรามผู้ประท้วง
เป็นแค่ปฏิบัติการของสหรัฐ ไม่เกี่ยวชาติอาหรับอื่น
ด้านโฆษกทำเนียบขาวเผยว่า ทรัมป์ กำลังจับตาสถานการณ์ในอิหร่านอย่างจริงจัง และทุกทางเลือกอยู่ในระหว่างการพิจารณา หากระบอบอิหร่านประหารชีวิตผู้ประท้วง
ขณะที่อดีตนายทหารระดับสูงของสหรัฐมองว่า ความเคลื่อนไหวของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะขัดขวางการวางแผนปฏิบัติการทางทหารของรัฐบาลทรัมป์ แต่ไม่สามารถยับยั้งได้ หากวอชิงตันตั้งใจที่ใช้กำลังททางทหารจริง
เดวิด เดปทูลา อดีตพลโทกองทัพอากาศ ผู้มีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการพายุทะเลทรายของสหรัฐปี 1991 ต่ออิรัก ซึ่งปฏิบัติการครั้งนั้นนำโดยศูนย์บัญชาการในซาอุดีอาระเบีย บอกว่า
“ในมุมมองทางทหาร มันทำให้ปฏิบัติการของสหรัฐต่ออิหร่าน มีความซับซ้อน และมีต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ไม่ถึงขั้นยับยั้งได้”
เดปทูลาเสริมว่า แถลงการณ์ของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะช่วยลด “ต้นทุนทางการเมืองให้กับเตหะรานในการต่อต้านแรงกดดันจากภายนอก”
สองสามวันที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เรือรบ เรือที่ติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีไปยังตะวันออกกลาง รวมถึงฝูงบินขับไล่ F-15 E หลายฝูงส่งไปประจำการในจอร์แดน
โจเซฟ โวเทล อดีตนายพลกองทัพบก คาดว่า การที่สองชาติอาหรับไม่ให้ใช้พื้นที่ของตน อาจบังคับให้สหรัฐต้องพึ่งพาการบินจากเรือบรรทุกเครื่องบิน หรือทรัพยากรระยะไกลจากสหรัฐหรือฐานทัพอย่างดิเอโก การ์เซีย (ในมหาสมุทรอินเดีย) มากขึ้น
“การกระทำนี้เป็นการกดดันรัฐอื่นๆ ในภูมิภาคที่อาจกำลังพิจารณาให้การสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐ” โวเทล อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐตั้งแต่ปี 2016 ถึง 2019 กล่าว และเสริมว่า
“สุดท้ายแล้ว มันหมายความว่าปฏิบัติการนี้เป็นปฏิบัติการของสหรัฐมากกว่าเป็นการรวมกลุ่มพันธมิตรระดับภูมิภาคอย่างเข้มแข็งเพื่อต่อต้านอิหร่าน”
ทรัมป์ได้สานสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งพระองค์ได้เสด็จเยือนทำเนียบขาวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ในเวลานั้น ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะขายเครื่องบินรบ F-35 รุ่นทันสมัยให้กับซาอุดีอาระเบีย และปกป้องมกุฎราชกุมารจากข้อกล่าวหาว่าทรงบงการการสังหารจามาล คาช็อกกี นักข่าวของวอชิงตันโพสต์
ซาอุดีอาระเบียยืนยันในข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมว่าสหรัฐเป็น “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ” และมีการประกาศข้อตกลงที่ให้ริยาดเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของสหรัฐได้มากขึ้น
โค่นอิหร่านโดยลำพังอาจทำได้ยาก
นักวิเคราะห์ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียกังวลว่า การใช้กำลังทางทหารของสหรัฐอาจนำไปสู่ความวุ่นวายภายในอิหร่าน มากกว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงภูมิภาคอื่นๆ ด้วย
บาเดอร์ อัล-ไซฟ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอ่าวเปอร์เซียและนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยคูเวตบอกว่า อิหร่านอ่อนแอลง และกลุ่มตัวแทนของอิหร่านก็อ่อนแอลงเช่นกัน แต่พวกเขายังไม่หายไปไหน และว่า
“เราพยายามโปรโมตตัวเองว่าเป็นพื้นที่ที่มั่นคง ซึ่งทุกคนสามารถเข้ามาลงทุนได้ แต่จะไม่มีใครเข้ามาลงทุนหากสิ่งนี้กลายเป็นความปกติใหม่”
วอชิงตันโพสต์ระบุว่า สหรัฐอาจยังคงสามารถโจมตีเป้าหมายในอิหร่านได้โดยไม่ต้องผ่านน่านฟ้าและฐานทัพของซาอุดีอาระเบีย ด้วยการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดและอากาศยานอื่นๆ ผ่านน่านฟ้าของจอร์แดน ซีเรีย และอิรัก รวมถึงการโจมตีด้วยขีปนาวุธร่อนจากเรือดำน้ำ และการใช้เครื่องบินจากเรือบรรทุกเครื่องบินในทะเลอาหรับ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางกล่าวว่า การโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน หรือแม้แต่การโจมตีอย่างรุนแรงให้เพียงพอที่จะยับยั้งการปราบปรามผู้ประท้วงนั้น อาจต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารที่กินเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น หากปราศจากความร่วมมือจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย
“เราต้องจำไว้ว่าระบอบการปกครองนี้มีความมุ่งมั่นไม่ยอมล่มสลาย และพร้อมที่จะฆ่าผู้คนมากเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาอำนาจไว้” เคนเนธ พอลแล็ค รองประธานฝ่ายนโยบายของสถาบันตะวันออกกลางและอดีตนักวิเคราะห์ของซีไอเอ กล่าว
“การเอาชนะสิ่งนั้นเป็นเรื่องยากมากอยู่แล้ว หากใช้เพียงกำลังทางอากาศ และจะยิ่งยากขึ้นไปอีกหากถูกจำกัดด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินและอาวุธอื่นที่มาจากสหรัฐและดิเอโก การ์เซีย”





