วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

‘สหรัฐ’ ประกาศ ‘ซ้อมรบทางอากาศ’ ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความตึงเครียดอิหร่านเพิ่ม

‘สหรัฐ’ ประกาศ ‘ซ้อมรบทางอากาศ’ ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความตึงเครียดอิหร่านเพิ่ม

‘สหรัฐ’ ประกาศเตรียมซ้อมรบทางอากาศในตะวันออกกลางหลายวัน ท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

สหรัฐประกาศแผนการจัดการฝึกซ้อมทางทหารหลายวันในตะวันออกกลาง ขณะที่กำลังส่งกองทัพที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกว่า “กองเรือ” นำโดยเรือรบ USS Abraham Lincoln ไปยังภูมิภาคนี้ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับอิหร่าน

การแสดงแสนยานุภาพทางอากาศของสหรัฐครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทำเนียบขาวได้ส่งสัญญาณว่า อาจโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หลังจากการปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยของรัฐบาลอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และอีกหลายคนถูกจับกุม และยังไม่ทราบชะตากรรมของพวกเขาอย่างแน่นอน

กองบัญชาการกลางทางอากาศ (Air Forces Central) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางอากาศภายใต้ของกองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) กล่าวเมื่อวันอังคารว่า จะจัด “ฝึกซ้อมการเตรียมความพร้อมหลายวัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการส่งกำลัง กระจายกำลัง และรักษากองกำลังทางอากาศในการรบทั่วพื้นที่ ที่กองบัญชาการกลางสหรัฐรับผิดชอบ”

กองบัญชาการกองทัพอากาศกลางระบุในแถลงการณ์ว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้ “ออกแบบมาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการกระจายกำลังพล และยุทโธปกรณ์ เสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค และเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติการตอบสนองอย่างยืดหยุ่น”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยวัน เวลา สถานที่ และรายชื่อยุทโธปกรณ์ทางทหารของสหรัฐที่ใช้ร่วมฝึกซ้อม แต่ดูเหมือนว่าการฝึกซ้อมครั้งนี้ออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถของสหรัฐในการส่งกำลังทางทหารเข้าสู่ภูมิภาค เนื่องจากความตึงเครียดกับอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น

กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า กองเรือขนาดใหญ่ของสหรัฐ นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln เดินทางถึงภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้บรรทุกเครื่องบินรบหลายสิบลำ และมีลูกเรือมาด้วยเกือบ 5,000 นาย พร้อมด้วยเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีหลายลำที่ติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศเพื่อปกป้องกลุ่มเรือรบ

นอกจากนี้ ตามรายงานของวอชิงตันโพสต์ สหรัฐยังได้เคลื่อนย้ายฝูงบินเครื่องบินรบ F-15 E Strike Eagle ไปยังภูมิภาคนี้ด้วยซึ่งเป็นหน่วยเดียวกับกองกำลังร่วมปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนเม.ย.2024 ขณะที่สหราชอาณาจักรก็ได้เคลื่อนย้ายเครื่องบินรบ Typhoon ไปยังตะวันออกกลางเพื่อการป้องกันเช่นกัน

กองบัญชาการกลาง (CENTCOM) กล่าวว่า จะดำเนินการฝึกซ้อมร่วมกับประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง และยังประกาศแผนที่จะร่วมมือกับบาห์เรนในการฝึกซ้อมป้องกัน ซึ่งอาจรวมถึงการฝึกความสามารถในการยิงโดรน ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่สหรัฐ โจมตีอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม การส่งกองกำลังทหารครั้งนี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในตะวันออกกลางเช่นกัน

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กล่าวว่า จะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ทางอากาศ ดินแดน หรือน่านน้ำของตนเพื่อโจมตีอิหร่าน โดยระบุว่าจะรักษาความเป็นกลาง และมุ่งส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาค

ขณะที่แถลงการณ์ของสหรัฐระบุว่า กองทัพอากาศสหรัฐจะ “ดำเนินกิจกรรมทั้งหมดโดยได้รับความเห็นชอบจากประเทศเจ้าภาพ และประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานการบินพลเรือน และทหาร โดยเน้นความปลอดภัย ความแม่นยำ และการเคารพในอธิปไตย”

นี่เป็นครั้งแรกที่เรือบรรทุกเครื่องบินถูกส่งไปประจำการใน CENTCOM นับตั้งแต่เรือ USS Gerald Ford ถูกส่งไปประจำการในทะเลแคริบเบียนเมื่อเดือนต.ค. เพื่อเตรียมการปฏิบัติการของสหรัฐในการโค่นล้มนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลา

CENTCOM กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ (26 ม.ค.69) ว่า เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ “กำลังประจำการอยู่ในตะวันออกกลางเพื่อเสริมแกร่งความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาค”

ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับ Axios ในสัปดาห์นี้ว่า สหรัฐมี “กองเรือขนาดใหญ่อยู่ใกล้อิหร่าน ซึ่งใหญ่กว่ากองเรือที่ส่งไปยังเวเนซุเอลาเสียอีก”

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ยังได้บอกเป็นนัยว่า สหรัฐเปิดกว้างสำหรับการเจรจา และเสริมว่า

"อิหร่านต้องการทำข้อตกลง ผมรู้ พวกเขาโทรศัพท์มาหลายครั้ง พวกเขาต้องการพูดคุย”

แม้ทรัมป์ดูเหมือนจะถอนคำขู่โจมตีอิหร่านแล้ว อย่างน้อยก็คงชั่วคราว แต่ทรัมป์ก็ยังบอกเป็นนัยว่า การโจมตียังคงเกิดขึ้นได้ และได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินไปยังภูมิภาคดังกล่าว “เผื่อไว้”

“เรามีกองเรือขนาดใหญ่กำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางนั้น และเราอาจไม่จำเป็นต้องใช้มัน” ทรัมป์ กล่าว

สำนักข่าว Human Rights Activists ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตจากการประท้วงเกือบ 6,000 คน ขณะที่รัฐบาลอิหร่านยอมรับว่ามีผู้เสียชีวิตราว 3,100 คน

ขณะที่นักเคลื่อนไหวกลุ่มอื่นๆ ประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30,000 คน จากการปราบปรามของรัฐบาล แต่การเซนเซอร์ และการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศทำให้ยืนยันรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงได้ยาก

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์