background-default

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

จับตานายกฯ อังกฤษเยือนจีนปรับสัมพันธ์ช่วงตึงเครียดสหรัฐ

จับตานายกฯ อังกฤษเยือนจีนปรับสัมพันธ์ช่วงตึงเครียดสหรัฐ

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ออกเดินทางไปเยือนจีนในวันอังคาร (27 ม.ค.) ซึ่งเป็นการเยือนจีนครั้งแรกในรอบแปดปีของผู้นำอังกฤษ เพื่อปรับสัมพันธ์กับประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ลดการพึ่งพาสหรัฐที่เอาแน่เอานอนไม่ได้มากขึ้นทุกขณะ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน นายกฯ สตาร์เมอร์ เป็นผู้นำชาติตะวันตกรายล่าสุดที่เยือนจีน ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอังกฤษกับสหรัฐ ผู้เป็นพันธมิตรใกล้ชิดที่สุด กรณีคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะเข้าควบคุมกรีนแลนด์

การเยือนระยะเวลาสามวันรอบนี้ที่มีสองรัฐมนตรีและผู้บริหารภาคธุรกิจหลายสิบคนติดตามไปด้วย สตาร์เมอร์มีกำหนดพบกับผู้นำจีนในกรุงปักกิ่ง จากนั้นไปเซี่ยงไฮ้ก่อนไปเยือนญี่ปุ่นชั่วครู่

เคอร์รี บราวน์ อาจารย์ด้านจีนศึกษาจากคิงส์คอลเลจลอนดอน กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่สุดของการเยือนครั้งนี้คือ “การที่ทั้งสองฝ่ายพิจารณาพฤติกรรมและท่าทีปัจจุบันของสหรัฐและทรัมป์”

“ความผิดปกติมากอย่างหนึ่งของสถานการณ์ปัจจุบันคือ บางทีรัฐบาลลอนดอนอาจใกล้ชิดกับปักกิ่งมากกว่าวอชิงตัน” ในประเด็นโลกอย่างเอไอ, สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม

นับตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งในปี 2024 เรื่องหนึ่งที่สตาร์เมอร์ให้ความสำคัญคือการปรับความสัมพันธ์กับจีน หลังเสื่อมถอยลงในรัฐบาลชุดก่อนหน้าเพราะขัดแย้งกันเรื่องที่ปักกิ่งปราบปรามการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง อดีตอาณานิคมอังกฤษ และข้อกล่าวหาเรื่องการจารกรรมและโจมตีไซเบอร์

 เล่นไพ่จีนหนุนเศรษฐกิจ

การเยือนของสตาร์เมอร์ เป็นการเปิดโอกาสให้จีนจีบพันธมิตรสหรัฐผู้ต้องรับมือกับนโยบายการค้าของทรัมป์ได้อีกราย หลังจากนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา เพิ่งทำข้อตกลงเศรษฐกิจกับจีนเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งทรัมป์ตอบโต้ด้วยการขู่เก็บภาษีสินค้าแคนาดาทุกชนิด 100% หากแคนาดายังปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวกับจีน

หนังสือพิมพ์โกลบอลไทม์สของทางการจีน รายงานเมื่อวันจันทร์ (26 ม.ค.) ว่า ปักกิ่งสามารถเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้สำหรับประเทศต่างๆ เพราะทุ่มเทให้กับ “โลกหลายขั้ว”

กระนั้น การเยือนจีนของผู้นำตะวันตกได้ผลแตกต่างกันไป คาร์นีย์ทำข้อตกลงลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีนและน้ำมันคาโนลาของแคนาดา แต่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสผู้มาเยือนในเดือน ธ.ค. กลับได้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อย

อังกฤษต้องการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้สตาร์เมอร์ทำตามคำมั่นสัญญายกระดับมาตรฐานการครองชีพผ่านการลงทุนในบริการสาธารณะและเศรษฐกิจได้ แต่ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากนักการเมืองจำนวนหนึ่งทั้งในอังกฤษและสหรัฐ

ข้อมูลจากรัฐบาลชี้ว่า ในรอบ 12 เดือนนับถึงกลางปี 2025 จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสี่ของอังกฤษ มูลค่าการค้ารวมราว 1 แสนล้านปอนด์ (1.37 แสนล้านดอลลาร์)

แซม กูดแมน ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย สถาบันความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์จีน กลุ่มคลังสมองในกรุงลอนดอน กล่าวว่า นับถึงขณะนี้อังกฤษได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นบ้าง

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของจีนในอังกฤษคิดเป็นเพียง 0.2% เท่านั้น ขณะที่สหรัฐคิดเป็นราวหนึ่งในสาม ส่วนแบ่งการตลาดสินค้าและบริการอังกฤษกับจีนลดลงในปีที่ผ่านมา

“เราได้หารืออย่างเข้มข้นกับรัฐบาลนี้เกี่ยวกับจีน และคำถามสำคัญจากการเดินทางครั้งนี้คือ จุดประสงค์ของการเดินทางคืออะไร”

“มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่บ่งชี้ถึงการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของเศรษฐกิจอังกฤษหรือไม่” กูดแมนกล่าว

สหรัฐเตือนแคนาดาสนิทจีน

ก่อนมาเยือนจีน รัฐบาลของสตาร์เมอร์อนุมัติแผนสร้างสถานทูตจีนขนาดใหญ่กลางกรุงลอนดอน ไม่สนเสียงคัดค้านจากนักการเมืองจำนวนหนึ่งที่กล่าวว่า สถานทูตแห่งใหม่อาจช่วยให้จีนปฏิบัติการสอดแนมได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม เดือนก่อนสตาร์เมอร์ได้พูดออกตัวสำหรับการเดินทางเยือนจีนว่า จีนเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงแห่งชาติต่ออังกฤษ แต่การมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจใกล้ชิดยิ่งขึ้นเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ

และน่าสังเกตว่า การเยือนจีนของนายกฯ อังกฤษยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำชาติตะวันตกกับสหรัฐ จากคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่า สหรัฐต้องได้กรีนแลนด์เพราะจีนเป็นภัยคุกคามในอาร์กติก คำพูดนี้สร้างความหวั่นไหวให้กับผู้นำยุโรปเป็นอย่างมาก