background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์พิชิตสงครามการค้ากับสหรัฐ กรณีศึกษา: จีน - อินเดีย | กันต์ เอี่ยมอินทรา

กลยุทธ์พิชิตสงครามการค้ากับสหรัฐ กรณีศึกษา: จีน - อินเดีย | กันต์ เอี่ยมอินทรา

วิเคราะห์กลยุทธ์พิชิตสงครามการค้ากับสหรัฐ อิงกรณีศึกษาวิธีการรับมือของจีนและอินเดีย ที่ไม่ยอมศิโรราบให้กับการค้าที่ตนเองอาจเสียเปรียบ

จีน คือ หนึ่งในประเทศที่สามารถพูดได้ว่าเอาชนะสงครามการค้ากับสหรัฐในยกแรกแล้ว ซึ่งอินเดีย แคนาดา และอีกหลาย(กลุ่ม)ประเทศกำลังถอดบทเรียน

หลายประเทศกำลังร่วมกันสร้างระเบียบโลกใหม่ ระเบียบโลกที่ไม่มีสหรัฐเป็นศูนย์กลาง ตั้งแต่การเริ่มแข็งข้อกับสหรัฐของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่มีจีนและรัสเซียเป็นแกนนำ - BRICS และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ การปิดดีลการค้าระหว่างจีนและแคนาดา การแข็งขืนของอินเดียต่อประธานาธิบดีทรัมป์

จีนทำให้ทุกชาติเห็นว่าสหรัฐ แท้จริงแล้วก็สามารถเอาชนะได้ จีนเอาชนะสงครามการค้ายกแรกด้วยการบริหารจัดการกลุ่มแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งคือหัวใจของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการป้องกันประเทศ จีนตีหัวใจของทรัมป์ด้วยการยกเลิกการนำเข้าถั่วเหลือง ซึ่งเกษตรกรชาวไร่ชาวสวนในรัฐทางตอนกลางของประเทศก็คือฐานเสียงที่เลือกทรัมป์นั่นเอง

แร่แรร์เอิร์ธนี่เองที่คือรุกฆาตที่ทำให้สหรัฐต้องยอมศิโรราบ เพราะ ณ ปัจจุบันในโลก ยังไม่มีประเทศใดสามารถผลิตกลุ่มแร่เหล่านี้ออกมาได้มากเท่าจีน จีนผูกขาดตลาดแบบที่เอาผู้ผลิตรายอื่นๆ มารวมกันทั้งโลกยังไม่เท่าจีน การถลุงกลุ่มแร่เหล่านี้ยาก ซับซ้อน และมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมาก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศถึงไม่ถลุง เพราะไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ ซื้อจากจีนถูกกว่าหาเองถลุงเอง

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ทุกดีลการค้าที่สหรัฐทำจะระบุถึงการเปิดโอกาสให้สหรัฐเข้าสำรวจและจัดการกลุ่มแร่เหล่านี้ ดีลเหล่านี้แทบจะเป็นแพตเทิร์น อาทิ ดีลระหว่างสหรัฐ เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งกัมพูชาเอง แร่แรร์เอิร์ธยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่สหรัฐอยากเข้าคุมกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนของเดนมาร์ก ทำให้เกิดข้อพิพาทโดยตรงกับสหภาพยุโรป

อินเดียไม่ยอมศิโรราบต่อทรัมป์ เจอภาษีเพิ่มถึง 50% เจอคำขู่มากมายจากทรัมป์แต่อินเดียก็ไม่สนใจ ยังคงคบกับรัสเซีย ซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ยังติดต่อค้าขายกับจีน เริ่มกระจายความเสี่ยงทางการค้า เพิ่มยอดการค้ากับคู่ค้าเดิม หาตลาดใหม่ๆ ผลก็ปรากฎให้เห็นว่าปิดปีอินเดียส่งออกไปสหรัฐลดลงเพียง 1% และกุญแจแห่งความสำเร็จนั่นคือ การเร่งส่งออกและการดูดซับส่วนต่างโดยผู้ผลิตเอง

แคนาดาก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่โดนทรัมป์บีบอย่างหนักในช่วงเริ่มแรกของสงครามการค้า การเพิ่มภาษีอย่างไร้เหตุผลทั้งที่แคนาดาคือหนึ่งในพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของสหรัฐ เป็นเพื่อนบ้านที่ดีมาโดยตลอด ในดีลล่าสุดแคนาดาจะเปิดตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้จีน ขณะที่จีนจะเปิดตลาดสินค้าเกษตรกรรมเป็นการตอบแทน ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มสินค้านี้คือสิ่งที่สหรัฐส่งออกไปยังสองประเทศแต่เดิม

ยุโรปกำลังพิจารณาการตอบโต้สหรัฐ หากเกิดกำแพงภาษีขึ้นจริง ถูกต้องที่ยุโรปต้องพึ่งตลาดสหรัฐอยู่มาก แต่สหรัฐก็ต้องพึ่งยุโรปเช่นกัน ยุโรปมีประชากร 450 ล้านคน ขณะที่สหรัฐมี 340 ล้านคน โครงสร้างประชากรก็มีความคล้ายคลึงกันคือมีชนชั้นกลางอยู่มาก ดังนั้นหากเกิดความตึงเครียดและกำแพงภาษีขึ้นจริง สหรัฐก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน

ยุโรปสามารถเรียนรู้จากจีนในเรื่องของกลยุทธ์ที่จะเอาชนะสหรัฐได้ แต่คำถามคือ แล้วยุโรปมีอาวุธที่จะรุกฆาตสหรัฐ แบบที่จีนมีแร่แรร์เอิร์ธหรือไม่?