เจโทร เผย กระแส 'คาเฟ่ญี่ปุ่น' มาแรงในไทย เติบโตสวนทางร้านอาหารญี่ปุ่นลดลงครั้งแรก นับตั้งแต่สำรวจในปี 2550 สอดคล้องกับยอดนำเข้าชาเขียว และกาแฟญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจนติด Top10
องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) เผยรายงานผลสำรวจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำปี 2568 เมื่อวันอังคารที่ 20 ม.ค.69 พบ ร้านอาหารญี่ปุ่นโดยรวมลดลงเป็นครั้งแรก แต่กระแส “คาเฟ่ญี่ปุ่น” มาแรง !
อาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร เผยว่า ในปี 2568 ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยมีทั้งหมด 5,781 ร้าน ลดลง 135 ร้าน หรือลดลง 2.2% จากปีก่อนหน้า และถือเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มสำรวจเมื่อปี 2550 แสดงให้เห็นว่าร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยเข้าสู่ระยะการเติบโตเต็มที่ การขยายตลาดด้วยการขยายสาขาอย่างเดียวเป็นเรื่องยาก
อาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร (กลาง)
โดยภาพรวม จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นลดลงในทุกพื้นที่ ในกรุงเทพฯ ลดลง 2.3% ส่วน 5 จังหวัด ปริมณฑลลดลง 3.1% และจังหวัดอื่นๆ ลดลง 1.9%
อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกตามประเภทร้านอาหาร พบว่า ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นยังคงเป็นประเภทร้านที่มีจำนวนมากที่สุดที่ 1,398 ร้าน แม้ลดลงจากปีก่อนหน้า 2.8% ส่วนประเภทร้านที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นคือ “ร้านราเมง” และ “ร้านคาเฟ่ญี่ปุ่น” ส่วนร้านประเภทเทปปันยากิมีจำนวนคงที่
คาเฟ่ญี่ปุ่นในประเทศไทยปี 2568 เพิ่มขึ้น 6.4% จากปีก่อนหน้า เป็น 350 ร้าน และถือเป็นประเภทร้านที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงสุด
เมื่อดูที่ยอดส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ ประมง และอาหารของญี่ปุ่นมายังไทยในปี 2568 พบว่า ชาเขียวญี่ปุ่น และกาแฟสำเร็จรูปญี่ปุ่นมียอดส่งออกมาไทยมากถึง 2.6 พันล้านเยน และ 2.5 พันล้านเยน ตามลำดับ ติด Top 10 สินค้าที่ส่งออกมาไทยมากที่สุดในลำดับที่ 7 และ 8 จากที่ไม่เคยติด Top 10 มาก่อน เมื่อดูจากข้อมูลตั้งแต่ปี 2562
ขณะที่ยอดส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากญี่ปุ่นมาไทยร่วงจาก 10 อันดับไปแล้ว จากที่ติด Top 10 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562
เมื่อถามเกี่ยวกับข้อมูลสองส่วนที่มีความสอดคล้องกันคือ คาเฟ่เพิ่มขึ้น การนำเข้าชาเขียว และกาแฟก็เพิ่มขึ้นนั้น อิจิโระ ยืนยันว่า กระแสบริโภคชาเขียว และกาแฟจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจริง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากค่าเงินญี่ปุ่นที่อ่อนค่า และชาเขียวได้รับความนิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในไทย อาเซียน และระดับโลก จนปัจจุบันเกิดสภาวะแย่งกันซื้อ ทำให้สินค้าในญี่ปุ่นเริ่มขาดตลาด
ขณะที่ร้านประเภทยากินิกุ/บาร์บีคิว ลดลงมากที่สุด 9.0% จากปีก่อนหน้า
ประธานเจโทร กล่าว
"เหตุผลที่ร้านประเภทยากินิกุ หรือร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นลดลง เพราะตลาดในไทยมีการแข่งขันสูงมาก แม้ธุรกิจสามารถเริ่มทำได้ง่าย แต่อยู่ได้ยาก"
อนึ่ง เจโทรจำแนกร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยเป็น 13 ประเภท ได้แก่ ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น ซูชิ ราเมง อิซากายะ สุกี้/ชาบู ยากินิกุ/บาร์บีคิว คาเฟ่ ดงบูริ อาหารทอด แกงกะหรี่/ข้าวห่อไข่ อาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่น เทปปันยากิ และโซบะ/อุด้ง
เมื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนสาขาร้านอาหารญี่ปุ่นพบว่า ร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีสาขาเดียวมีทั้งหมด 2,168 ร้าน และมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนหน้า ส่วนแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีหลายสาขาราว 2-5 สาขา ลดลงอย่างชัดเจน แต่แบรนด์ขนาดใหญ่ที่มี 51 สาขาขึ้นไป ยังคงจำนวนเอาไว้ได้ แสดงให้เห็นว่าการขยายตลาดเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้น
นับตั้งแต่ปี 2563 ไทยมีร้านอาหารเปิดบริการครอบคลุมทุกจังหวัด ทว่าในปี 2568 เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยว และเป็นจังหวัดที่มีร้านอาหารญี่ปุ่นจำนวนมาก มีร้านอาหารญี่ปุ่นลดลงเล็กน้อย
โดยสรุปแแล้วเนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศไทยโดยรวมชะลอตัวลง นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ลดลง จึงส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของธุรกิจอาหารญี่ปุ่น ประกอบกับตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยอยู่ในระยะเติบโตเต็มที่แล้ว ความเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และไม่สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้มากพอ
ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับแหล่งที่มา คุณภาพ การบอกเล่าเรื่องราวมากขึ้น และเน้นเรื่องความคุ้มค่าของราคา และประสบการณ์มากกว่า “ความพรีเมียม” อย่างเดียว ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มเลือกตามเทรนด์ และกระแสในโลกออนไลน์ด้วย ดังนั้นร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์ และมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน อาจน่าดึงดูดสำหรับผู้บริโภคในไทยในอนาคต และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียยังคงเป็นแนวทางด้านการตลาดที่สำคัญ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





