กระทรวงกลาโหมจีนสอบสวนนายพลอาวุโสสุดของกองทัพ ถือเป็นการกวาดล้างผู้นำระดับสูงสุดในช่วงที่ปักกิ่งกำลังปรับปรุงกองกำลังและพยายามแสดงแสนยานุภาพเพิ่มเติม
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานถ้อยแถลงจาก กระทรวงกลาโหมจีน ว่า นายพลจาง โหย่วเซี่ย และ นายพลหลิว เจิ้นลี่ กำลังถูกสอบสวนโทษฐานต้องสงสัยละเมิดวินัยและกฎหมายหลายประการ
จาง โหย่วเซี่ย เป็นรองผู้บัญชาการทหารภายใต้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง,รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง (ซีเอ็มซี) ซึ่งเป็นองค์กรบังคับบัญชาสูงสุด, เป็นสมาชิกคณะกรมการเมือง (โปลิตบูโร) ของพรรคคอมมิวนิสต์ ถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับนำเพียงไม่กี่คนที่มีประสบการณ์การสู้รบ ทั้งยังถูกมองว่าเป็นคนสนิทที่สุดในกองทัพของสี
ทั้งนี้ กองทัพจีน ตกเป็นเป้าหมายสำคัญอันหนึ่งในการกวาดล้างการทุจริตที่สีสั่งการในปี 2012 จากนั้นขยายผลมาถึงผู้นำในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) ในปี 2023 กองกำลังจรวดซึ่งเป็นกองกำลังชั้นนำถูกกวาดล้าง
การปลดจางออกจากตำแหน่งถือเป็นการปลดนายพลที่ยังอยู่ในตำแหน่งของคณะกรรมการทหารกลางครั้งที่ 2 นับตั้งแต่การปฏิวัติวัฒนธรรมปี 1966-1976 ไม่มีใครพบเห็นเขาออกงานเลยตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. ที่เขาพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียในกรุงมอสโก
นักการทูตและนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงกำลังจับตาพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจางสนิทกับสี และมีความสำคัญต่องานของคณะกรรมาธิการในแง่ของการบังคับบัญชา ในช่วงที่จีนกำลังปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย
จีนขยายแสนยานุภาพ
แม้จีนไม่ได้สู้ศึกสงครามมาหลายสิบปีแต่ก็แสดงแสนยานุภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นน่านน้ำข้อพิพาท รวมถึงไต้หวันที่จีนอ้างว่าเป็นของตน ปลายปีที่ผ่านมารัฐบาลปักกิ่งซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันครั้งใหญ่สุด
เจมส์ ชาร์ นักวิชาการด้านความมั่นคงของจีนจากวิทยาลัยการต่างประเทศศึกษา เอส ราชารัตนัมในสิงคโปร์กล่าวว่า แม้จีนกวาดล้างภายในกองทัพปฏิบัติการทางทหารประจำวันอาจดำเนินต่อไปตามปกติได้ แต่การเล่นงานจางแสดงให้เห็นว่าสีรับฟังเสียงวิจารณ์ที่ว่า การปราบทุจริตเลือกคนเกินไป
“สี กำลังเลือกเจ้าหน้าที่ระดับรองของพีแอลเอมานั่งในตำแหน่งที่ว่างลง ส่วนใหญ่เป็นการดำรงตำแหน่งชั่วคราว” ชาร์กล่าว
“นโยบายการปรับปรุงกองทัพของจีนจะยังคงผลักดันเป้าหมายสองประการที่สีกำหนดไว้สำหรับพีแอลเอต่อไป นั่นคือ การปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2035 และยกระดับกองทัพให้เป็นกองกำลังติดอาวุธระดับเวิลด์คลาสภายในปี 2049”
รอยเตอร์รายงานว่า จางเป็นรองประธานซีเอ็มซีคนที่ 2 ที่ตกจากอำนาจในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เหอ เว่ยตง รองประธานซีเอ็มซีคนก่อนก็ถูกขับออกจากพรรคและกองทัพเมื่อเดือน ต.ค.ปีก่อนโทษฐานทุจริต จาง เจิ้งหมิงขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน
นอกจากเหอ เว่ยตงแล้ว ยังมีนายพลระดับสูงสุดอีกแปดคนถูกขับออกจากพรรคด้วยข้อหาทุจริต
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสองคนก็ถูกขับออกจากพรรคในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วยข้อหาเดียวกันการปราบปรามดังกล่าวส่งผลให้การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงชะลอตัวลงกระทบต่อรายได้ของบริษัทกลาโหมรายใหญ่สุดของจีนจำนวนหนึ่ง
ลูกทหารสงครามกลางเมือง
ทั้งสีและจางมีเชื้อสายมณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นลูกของเจ้าหน้าที่อาวุโสผู้สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกันในสงครามกลางเมืองช่วงทศวรรษ 1940
จางเกิดในปักกิ่ง เข้าร่วมกองทัพในปี 1968 แล้วเติบโตมาตามลำดับจนเข้าเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการทหารกลางเมื่อปลายปี 2012 ขณะพีแอลเอกำลังเร่งปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย
ในแฟ้มประวัติของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเมื่อปลายปี 2023 ตั้งข้อสังเกตว่า จางต้องเกษียณในปี 2022 ตามเกณฑ์ 72 ปี
“แต่จางยังอยู่ในซีเอ็มซีเป็นวาระที่ 3 เป็นไปได้ว่าสีต้องการเก็บพันธมิตรใกล้ชิดและมีประสบการณ์ไว้เป็นที่ปรึกษาสูงสุดทางการทหาร” รายงานเพนตากอนระบุพร้อมแนบรายงานประจำปีว่าด้วยกองทัพจีน
จางทำสงครามชายแดนกับเวียดนามในช่วงสั้นๆ แต่ดุเดือดในปี 1979 ซึ่งจีนเริ่มสงครามเพื่อสั่งสอนเวียดนามที่รุกรานกัมพูชาในปี 1978 แล้วขับไล่เขมรแดงที่ได้รับการสนับสนุนจากปักกิ่งออกไป
จางอายุได้ 26 ปีตอนถูกส่งไปแนวหน้ารบกับเวียดนาม จากนั้นได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว และได้สู้รบในเหตุปะทะชายแดนกับเวียดนามอีกครั้งในปี 1984 ขณะที่ความขัดแย้งยังดำเนินต่อไป
บทความชื่อ “เหล่านายพลจีนสังหารศัตรูในสนามรบ” ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทางการ“ยุวชนจีนรายวัน” ระบุ
“ในระหว่างการรบ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีหรือป้องกัน จางโหย่วเซี่ยปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม”
นักวิชาการจีนบางคนตั้งข้อสังเกตว่า จางผงาดขึ้นมาจากความขัดแย้ง ในฐานะผู้ประกาศตนว่าจะปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ทั้งในแง่ยุทธวิธี อาวุธ และการฝึกอบรมทหารให้ดียิ่งขึ้น





