background-default

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม 2569

Login
Login

'ผู้นำโลก' สงวนท่าทียอมรับ ‘Board of Peace’ ของทรัมป์ นักการทูตเตือน 'บ่อนทำลาย UN'

'ผู้นำโลก' สงวนท่าทียอมรับ ‘Board of Peace’ ของทรัมป์ นักการทูตเตือน 'บ่อนทำลาย UN'

บรรดาผู้นำโลกยังคงสงวนท่าทียอมรับ ‘Board of Peace’ ของทรัมป์ นักการทูตเตือน หากองค์กรดังกล่าวยังดำเนินต่อไปอาจ "บ่อนทำลาย" การทำงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

รัฐต่างๆ กำลังจับตาดูอย่างระมัดระวังต่อการเชิญชวนเข้าร่วมข้อริเริ่ม “คณะกรรมการสันติภาพ” หรือ “Board of Peace” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีจุดมุ่งหมายเมื่อแก้ไขความขัดแย้งทั่วโลก ซึ่งเป็นแผนที่บรรดานักการทูตบอกว่าอาจเป็นอันตรายต่อการทำงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า มีเพียงผู้นำประเทศฮังการีที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับทรัมป์ ที่ตอบรับคำเชิญอย่างชัดเจน

วิกเตอร์ ออร์บาน นายกรัฐมนตรีฮังการี พันธมิตรที่ใกล้ชิดของทรัมป์ โพสต์ใน X “แน่นอนว่าเราได้ตอบรับคำเชิญอันทรงเกียรตินี้แล้ว”

ทั้งนี้ ทรัมป์ได้เชิญประเทศต่างๆราว 60 ประเทศจากทั่วโลก แหล่างข่าวรายหนึ่งเผยกับรอยเตอร์ว่า ผู้นำฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ฮังการี ออสเตรเลีย แคนาดา คณะกรรมธิการยุโรป และมหาอำนาจสำคัญในตะวันออกกลาง เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการเชิญชวน 

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของไทยเผยในวันจันทร์ (19 ม.ค.) ว่า ไทยก็ไดรับเชิญให้เข้าร่วมหน่วยงานดังกล่าว และกำลังอยู่ระหว่างพิจารณา

อย่างไรก็ตาม บางรัฐบาลดูเหมือนจะยังไม่เต็มใจออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะ ทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการทำงานของยูเอ็น

จ่าย 1,000 ล้านดอลลาร์ ได้เป็นสมาชิกถาวร

ตามสำเนาร่างกฎบัตรที่สำนักข่าวรอยเตอร์ได้เห็น ระบุว่า คณะกรรมการสันติภาพจะมีทรัมป์เป็นประธานตลอดไป และจะเริ่มแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในกาซา และจากนั้นจะขยายขอบเขตไปจัดการความขัดแย้งอื่นๆ

ร่างกฎบัตรระบุ รัฐสมาชิกจะได้ดำรงตำแหน่ง 3 ปี เว้นแต่ว่าจะบริจาคเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นทุนให้กับกิจกรรมต่างๆ ของคณะกรรมการ และได้รับสิทธิเป็นสมาชิกถาวร

ทำเนียบขาวชี้แจ้งใน X ว่า

“นี่เป็นการมอบสิทธิ์การเป็นสมาชิกถาวรให้แก่ประเทศพันธมิตรที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งต่อสันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรือง”

ทรัมป์ ระบุในจดหมายเชิญด้วยว่า คณะกรรมการจะประชุมกันในอนาคตอันใกล้นี้ พร้อมเสริมว่า

“คณะกรรมการชุดนี้จะเป็นชุดที่ไม่เหมือนใคร ไม่เคยมีชุดไหนเหมือนมาก่อน!”

อนึ่ง บุคคลที่ร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารแล้ว ได้แก่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ, สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษประจำตะวันออกกลาง ,จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยทรัมป์ และโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ด้านจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาเลียน ที่กำลังเยือนเกาหลีใต้ เผยกับผู้สื่อข่าวว่า ประเทศพร้อมดำเนินการในส่วนของตนเอง แต่ไม่ชัดเจนว่าเธอเอ่ยถึงกาซา หรือคณะกรรมการสันติภาพ

ขณะที่มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ ว่าเขาเห็นด้วยกับคณะกรรมการสันติภาพเพื่อกาซาของทรัมป์ในเบื้องต้น แต่รายละเอียดยังคงต้องพิจารณาต่อไป

การก่อตั้งคณะกรรมการด้านนี้ไม่มีขึ้นครั้งแรก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเคยอนุมัติจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพเมื่อเดือน พ.ย. แต่มีผลบังคับใช้ถึงปี 2027 เท่านั้น และมุ่งเน้นเฉพาะความขัดแย้งในฉนวนกาซา

รัสเซียและจีน ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีอำนาจยับยั้ง ได้งดออกเสียงเรื่องดังกล่าว โดยกล่าวว่ามติดังกล่าวไม่ได้กำหนดบทบาทที่ชัดเจนของสหประชาชาติต่ออนาคตของฉนวนกาซา

นักการทูตกังวลกระทบยูเอ็น

ร่างกฎบัตรในจดหมายเชิญได้สร้างความกังวลให้กับรัฐบาลยุโรปบางประเทศว่า “อาจบั่นทอนการทำงานของยูเอ็น” ซึ่งเป็นองค์กรที่ทรัมป์เคยวิจารณ์ว่าไม่ได้สนับสนุนความพยายามของเขาที่จะยุติความขัดแย้งทั่วโลก

นักการทูตรายหนึ่งกล่าว “นี่คือสหประชาชาติ(ฉบับ)ทรัมป์ ที่เพิกเฉยต่อหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ”

แหล่งข่าวนักการทูตยุโรปสามรายกล่าวว่า ดูเหมือนว่าหากมีการดำเนินการต่อจะเป็นการบ่อนทำลายสหประชาชาติ

นักการทูตอีกสามคนและแหล่งข่าวอิสราเอลรายหนึ่ง บอกว่า ทรัมป์ต้องการให้คณะกรรมการสันติภาพมีบทบาทที่กว้างขวางขึ้น นอกเหนือจากฉนวนกาซา เพื่อกำกับดูแลความขัดแย้งอื่นๆ ที่ทรัมป์อ้างว่าเขาได้ช่วยแก้ไขไปแล้ว

ด้านโฆษกของอันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ ตอบคำถามเกี่ยวกับร่างกฎบัตรของสหรัฐในการจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพว่า กูเตเรส “เชื่อว่าประเทศสมาชิกมีอิสระที่จะรวมตัวในกลุ่มต่างๆ ได้”

ฟาฮาน ฮัก รองโฆษกสหประชาชาติ บอกว่า “องค์การสหประชาชาติจะยังคงดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายต่อไป”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกคนหนึ่งของสหประชาชาติกล่าวว่า สหประชาชาติเป็นสถาบันเดียวที่มีอำนาจทางศีลธรรมและทางกฎหมายในการรวมทุกชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาติใหญ่หรือเล็ก แต่ไม่ได้กล่าวถึงแผนก่อตั้งหน่วยงานของทรัมป์โดยตรง