สหภาพยุโรปเรียกประชุมด่วนเอกอัครราชทูต 27 ชาติ หลังปธน.ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีชาติพันธมิตร กดดันเดนมาร์กขายกรีนแลนด์
เอกอัครราชทูตจาก 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เตรียมประชุมนัดพิเศษในอาทิตย์ (18 ม.ค.) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ประกาศกร้าวว่าจะเดินหน้าเก็บภาษีชาติพันธมิตรยุโรปเพิ่มจนกว่าสหรัฐจะซื้อกรีนแลนด์ได้สำเร็จ
ประเทศไซปรัส ในฐานะประธานหมุนเวียนของสหภาพยุโรป แถลงเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ (17 ม.ค.) ว่า ได้เรียกประชุมด่วนในวันอาทิตย์ โดยทูตจาก 27 ประเทศสมาชิกจะมาหารือถึงขั้นตอนต่อไปที่จะดำเนินการร่วมกันเพื่อตอบโต้ความพยายามของสหรัฐที่จะเข้าควบคุมกรีนแลนด์ โดยการประชุมจะเริ่มขึ้นในเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (23.00 น. ตามเวลาไทย)
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า มาตรการภาษีในอัตรา 10% จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. นี้ สำหรับสินค้าจากประเทศเดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเตือนว่าอัตราภาษีดังกล่าวจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน และจะคงอยู่เช่นนั้นจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงให้สหรัฐเข้าซื้อกรีนแลนด์ ซึ่งเขาให้เหตุผลว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของโลก
“สันติภาพโลกกำลังตกอยู่ในอันตราย จีนและรัสเซียต้องการกรีนแลนด์ และเดนมาร์กก็ทำอะไรไม่ได้” ทรัมป์ระบุ พร้อมทั้งอ้างว่ากรีนแลนด์ได้รับการปกป้องโดยสุนัขลากเลื่อนสองคันเท่านั้น
โพสต์ดังกล่าวของผู้นำสหรัฐฯ สร้างความไม่พอใจไปทั่วยุโรป โดยเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และอันโตนิโอ กอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ร่วมกันว่า “มาตรการภาษีนี้จะทำลายความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และเสี่ยงที่จะทำให้เกิดวงจรความขัดแย้งที่อันตราย”
ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส กล่าวว่า การกระทำของสหรัฐเป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้” พร้อมยืนยันว่า “ไม่มีคำขู่ใดที่จะมาสั่นคลอนจุดยืนของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในยูเครน หรือในกรีนแลนด์ก็ตาม”
ขณะที่เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุว่า การขู่เก็บภาษีครั้งนี้เป็นเรื่องที่ “ผิดอย่างสิ้นเชิง” พร้อมเสริมว่า รัฐบาลอังกฤษจะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับรัฐบาลทรัมป์โดยตรง
“การใช้มาตรการภาษีกับพันธมิตร เพียงเพราะพวกเขาพยายามรักษาความมั่นคงร่วมกันในฐานะสมาชิก NATO เป็นเรื่องที่ผิดอย่างยิ่ง” นายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุในแถลงการณ์ “แน่นอนว่าเราจะดำเนินการเรื่องนี้โดยตรงกับรัฐบาลสหรัฐต่อไป”





