สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จับมือ กกร. เปิดตัวการทูตเศรษฐกิจ ขยายตลาดเดิมเพิ่มตลาดใหม่ เชื่อมั่น สหรัฐคือโอกาสของไทยแม้ใช้มาตรการภาษี เวียดนามคือพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ไม่ใช่คู่แข่ง
เมื่อเวลา 13.30 น. วันศุกร์ (16 มี.ค.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แถลงหลังหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) อันประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ถึงนโยบายการทูตเศรษฐกิจ
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศอยากมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจึงเริ่มทำนโยบายการทูตเศรษฐกิจโดยทำงานร่วมกับภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่ที่สำคัญคือการทำงานร่วมกับภาคเอกชน
"กระทรวงการต่างประเทศต้องมีบทบาทสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจนวัตกรรม กระทรวงต้องมีส่วนในการนำการลงทุนเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาในประเทศไทย และในยุคที่กติกาการค้าสั่นคลอน มหาอำนาจดำเนินมาตรการการค้าฝ่ายเดียวโดยใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในหลายด้าน สิ่งที่สำคัญคือต้องหาพันธมิตรเพื่อช่วยกันรักษากติการะหว่างประเทศ และหาพันธมิตรที่เป็นตลาดใหม่"
หลังได้คุยรายละเอียดฟังมุมมอง วิเคราะห์โอกาสและอุปสรรคกับภาคเอกชนในวันนี้ สามารถแบ่งตลาดออกได้เป็นสามประเภทคือ
- ตลาดหลัก ซึ่งยังมีศักยภาพแม้สหรัฐมีมาตรการต่างๆ ออกมา แต่ถ้าทำงานร่วมกันก็สามารถขยายตลาดได้ สหภาพยุโรป (อียู) ก็เช่นกัน ต้องเร่งเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับอียูเพื่อเปิดตลาด
- ตลาดที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มตะวันออกกลาง (จีซีซี) คาซัคสถาน (เอเชียกลาง) ประเทศเหล่านี้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เห็นได้ชัด
- ตลาดใหม่ที่ยังเข้าไม่ถึงหรือต้องเข้าไปพัฒนาความสัมพันธ์กับทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น แอฟริกา ลาตินอเมริกา หลายปีก่อนไทยเคยประกาศนโยบาย Thailand Africa Initiative แต่ชะลอไป จึงอยากรื้อฟื้นอีกครั้งหนึ่ง
“เราจะดำเนินการทูตเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่ทำอย่างมีแผนงาน ทำงานเป็นทีมไทยแลนด์ ภาครัฐ ภาคเอกชน วันนี้ถือเป็นการคิกออฟนโยบายการทูตเศรษฐกิจและการทำงานร่วมกับภาคเอกชน” สีหศักดิ์กล่าว
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธาน กกร. กล่าวเสริมว่า การทูตทุกวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทูตทุกคนที่มาหาหอการค้าคุยแต่เรื่องค้าขาย และการค้าไม่ใช่เรื่องของกระทรวงพาณิชย์อย่างเดียว เพราะมีเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ียวข้อง การค้าและการทูตต้องไปด้วยกัน
เรื่องตลาดทั้งสามประเภทนั้น ดร.พจน์อธิบายเพิ่มเติมว่า ตลาดหลักขยายได้อยู่แล้ว เรื่องภาษีสหรัฐไม่ได้เลวร้ายเท่าใด ตลาดนี้น่าจะโตได้อีกมาก ตลาดยุโรปถ้าทำเอฟทีเอได้ก็จบ ส่วนญี่ปุ่นรัฐมนตรีอาสาว่าจะไปคุยเรื่อง JTEPA (ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น) ขอให้ปรับภาษีนิดหน่อยเพราะไทยเสียเปรียบคู่แข่งในอาเซียนหากคุยสำเร็จก็น่าจะดีขึ้น
ตลาดอาเซียนไทยมีปัญหาชายแดนกับด้านหนึ่งก็คงต้องไปค้าขายชายแดนกับอีกด้านหนึ่งให้มากขึ้นซึ่งก็คือเมียนมา ประชากรระดับ 50-60 ล้านคนใกล้เคียงกับไทย ตอนนี้เมียนมามีการเลือกตั้งหากเลือกตั้งจบก็คงค้าขายสะดวกขึ้น ส่วนตลาดใหม่ภาคเอกชนกับกระทรวงมองตรงกันที่ตลาดตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ แอฟริกา ซึ่งสำคัญมาก
- ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงกับโอกาสของไทย
สีหศักดิ์ไม่เห็นด้วยกับการใช้ภาษีมากดดันในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษี และใช้กับประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ โดยตรงให้มีท่าทีคล้อยตามประเทศใหญ่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ภูมิรัฐศาสตร์เกี่ยวข้องกับการค้าการลงทุนอย่างมาก จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องคิดร่วมกับภาคเอกชน
“บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศคือช่วยรัฐบาลและภาคเอกชนกำหนดยุทธศาสตร์ ช่วยให้เห็นภาพ Geopolitics, Geoeconomics และ Geotechnology ที่มีทั้งความท้าทาย แต่ถ้าเราวางตัวให้ดีก็จะเป็นโอกาสของเราด้วย” สีหศักดิ์กล่าวและว่า Geopolitics เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไทยต้องวางยุทธศาสตร์โดยมองอย่างรอบด้าน สำหรับตลาดสหรัฐแม้มีภาษีก็ยังมีโอกาสพัฒนาได้อีก
ดร.พจน์กล่าวเสริม หวังว่าภาษีสหรัฐคงไม่ขยับไปมากกว่านี้ ไม่ใช่ไทยอยากค้าขายกับเขาฝ่ายเดียว “เขาก็อยากค้าขายกับเราด้วย” ไทยจำต้องรักษาฐานเดิมไว้แล้วเปิดฐานใหม่ขึ้นมาเพิ่มเติม สิ่งที่คุยกันวันนี้คือใช้กลไกกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เร่งสปีดเปิดตลาดเพิ่มเติม
- เสริมแกร่งอาเซียนเพื่อการค้าเข้มแข็ง
กรณีอาเซียนที่ยังมีความผันผวน เช่น ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา สีหศักดิ์กล่าวว่า ในกรอบทวิภาคีต้องเดินหน้าสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่วนในกรอบอาเซียนไทยกับกัมพูชาก็ร่วมมืิอกันเพื่อส่วนร่วม เดินหน้าสู่การรวมตัวทางเศรษฐกิจ การเปิดเสรี และความร่วมมือด้านดิจิทัล
- เอฟทีเออียูเสริมแกร่งไทยสู้เวียดนาม
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงเวียดนามที่กำลังมาแรง ภาครัฐและเอกชนไทยเตรียมรับมืออย่างไร รมว.ต่างประเทศย้ำว่า การเจรจาการค้าเสรีไทย-อียู หรือประเทศคู่ค้าอื่นๆ คือคำตอบ
“ข้อได้เปรียบของเวียดนามคือหนึ่งเขามีข้อตกลงการค้าเสรีมาก สองเราต้องดูตัวเราเองด้วยว่าทำไมคนไปลงทุนที่เวียดนาม อาจเป็นเรื่องของ incentive กติกา แต่เราอย่ามองเวียดนามเป็นคู่แข่งตลอดเวลา จริงๆ แล้วเวียดนามเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในหลายๆ ด้าน”
ดร.พจน์อธิบายเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วทุกวันนี้เวียดนามกับไทยคือสองยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ในสิ่งที่สองประเทศมีสามารถเป็นได้ทั้ง supply chain และ demand chain ซึ่งจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นอีกมากในเวทีโลก ทั้งด้านการตลาดและการลงทุน ตนดูแล้วเวียดนามเป็นโอกาสสำหรับไทยมากกว่า





