เมื่อข่าวการประท้วงในอิหร่านเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ชื่อหนึ่งที่มาควบคู่กันคือชื่อของ “เรซา ปาห์เลวี” เด็กชายผู้ถูกอบรมกล่อมเกลามาให้เป็นชาห์แห่งจักรวรรดิอิหร่านองค์ถัดไป แต่กลับต้องลี้ภัยในต่างแดนเกือบห้าสิบปี บัดนี้เขากำลังทวีความโดดเด่นในฐานะผู้รวมพลังการประท้วงเขย่าสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
เว็บไซต์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์รายงาน ขณะที่ชายวัย 65 ปีผู้อาศัยอยู่ในสหรัฐ เรียกร้องผ่านคลิปวีดีโอให้ชาวอิหร่านประท้วงทุกคืน ผู้ชุมนุมตอบรับด้วยการตะโกนก้อง “ปาห์เลวีจะกลับมา!” ข้อความนี้กลายเป็นคำขวัญประจำใจของผู้ประท้วงหลายคนไปแล้ว
ผู้สังเกตการณ์จำนวนหนึ่งถึงกับประหลาดใจเมื่อเห็นความโดดเด่นของเขาในการประท้วง
เจสัน บรอดสกี ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของกลุ่มเอกภาพต้านนิวเคลียร์อิหร่าน United Against Nuclear Iran ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐ กล่าวว่า ในระหว่างการประท้วงระลอกล่าสุด ปาห์เลวีได้แสดงให้เห็นถึง “ความสามารถในการปลุกระดมชาวอิหร่านให้ออกมาบนท้องถนนได้”
"มีการกล่าวคำขวัญสนับสนุนปาห์เลวีอย่างชัดเจนในการประท้วง นั่นหมายความว่าชาวอิหร่านทุกคนที่ออกมาประท้วงต้องการให้สถาบันกษัตริย์กลับคืนมาอย่างนั้นหรือ? ไม่ใช่ แต่มีความโหยหาอดีตในยุคราชวงศ์ปาห์ลาวีที่สะสมมานานแล้ว” บรอดสกีกล่าว
ด้านเจ้าตัวให้สัมภาณ์ฟ็อกซ์นิวส์ เมื่อวันอาทิตย์ (11 ม.ค.) ว่า เขา “เตรียมตัวกลับอิหร่านในโอกาสแรกที่ทำได้”
ปาห์เลวีไม่เคยกลับประเทศอีกเลยนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามอิหร่านโค่นบิดา ชาห์โมฮัมหมัด เรซา ปาห์เลวี เมื่อปี 1979 ยุติการปกครองในระบอบกษัตริย์ยาวนานหลายพันปี นับย้อนไปได้ถึงพระเจ้าไซรัสมหาราช ผู้ก่อตั้งอาณาจักรอะเคเมนิดและก่อนหน้านั้น
ระหว่างการปฏิวัติอิสลาม เรซา ปาห์เลวี อยู่นอกประเทศ เขาออกจากอิหร่านตั้งแต่ฤดูร้อนปี 1978 ขณะอายุได้ 17 ปี เพื่อมาฝึกนักบินทหารที่สหรัฐ ต่อมาบิดาสิ้นพระชนม์ในอียิปต์เมื่อปี 1980 มารดา “ฟาราห์” อดีตจักรพรรดินี ชายาองค์ที่ 3 ของชาห์ ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ในวัย 87 ปี
เคลเมนต์ เธอร์เม นักวิจัยรับเชิญจากสถาบันนานาชาติเพื่ออิหร่านศึกษา กล่าวว่า ปาห์เลวีไม่ได้แปดเปื้อนด้วยความโหดร้ายของระบอบจักรวรรดิ เพราะเขาออกจากอิหร่านตั้งแต่อายุยังน้อย
“เขาคือสัญลักษณ์ ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักกันดี” เธอร์เมกล่าว โดยเรียกปาห์เลวีว่า “ฝ่ายค้านคนสำคัญ” ที่ได้รับความนิยมทั้งภายในและนอกประเทศอิหร่าน
ด้านปาห์เลวียืนยันมาตลอดว่าไม่ตั้งใจจะเป็นกษัตริย์อิหร่าน แต่พร้อมที่จะเป็นผู้นำช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อนำไปสู่การเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย
แต่เขายังคงเป็นบุคคลที่สร้างความแตกแยก แม้กระทั่งภายในฝ่ายค้านที่แตกแยกของอิหร่านเองก็ตาม
ส่วนตัวปาห์เลวีแม้ว่าเขาจะรีบวิพากษ์วิจารณ์การปราบปรามประชาชนของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน แต่ก็ไม่เคยวิจารณ์การปกครองแบบเผด็จการอย่างชัดเจนของบิดา ที่มีการใช้ตำรวจลับ SAVAK อย่างเข้มงวด
ความพยายามรวมกลุ่มฝ่ายค้านที่แตกแยกในระหว่างการประท้วงครั้งก่อนๆ ในปี 2023 กลับจุดชนวนความตึงเครียดและจบลงด้วยความบาดหมาง เมื่อปาห์เลวีเดินทางเยือนอิสราเอลเป็นข่าวใหญ่โตโดยไม่ได้ประสานงานกับกลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้าน
ไม่เพียงเท่านั้นในสมรภูมิโซเชียลมีเดียบัญชีผู้ใช้ที่สนับสนุนปาห์เลวีโพสต์โจมตีฝ่ายค้านคนอื่นๆ อย่างแข็งขันมานานหลายปีแล้ว โดยกลุ่มผู้สนับสนุนระบอบกษัตริย์โต้เถียงอย่างถึงพริกถึงขิงกับผู้สนับสนุนของนาร์เกส โมฮัมมาดี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ที่ปัจจุบันถูกจำคุกอยู่ในอิหร่าน
ปาห์เลวีเรียกร้องมานานแล้วให้อิหร่านเป็นรัฐฆราวาสที่ให้เสรีภาพทางสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิง รวมถึงมีพื้นที่ให้ผู้สนับสนุนสาธารณรัฐอิสลาม แต่แนวทางของเขากลับแตกต่างจากคนรอบตัวบางคนที่สนับสนุนการแก้แค้นต่อฝ่ายตรงข้าม
“ปาห์เลวีมีผู้สนับสนุนจำนวนมากในอิหร่าน และความนิยมของเขาก็เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เนื่องจากถูกมองว่าเป็นผู้นำฝ่ายค้านเพียงคนเดียวที่เป็นที่รู้จักในระดับชาติ และมีแผนการต่อต้านระบอบการปกครอง” อาราช อาซิซี อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเยล ให้ความเห็น
“แต่ผู้สนับสนุนเขายังคงเป็นส่วนน้อยในประเทศที่แตกแยกกันสูง ฝ่ายค้านก็แตกแยกสูง แทนที่จะทำงานสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันในหมู่ฝ่ายค้าน คนฝ่ายเขาส่วนใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีหลังกลับเบียดขับและต่อต้านคนเห็นต่างอย่างชัดเจน”
นอกจากนี้เขายังไม่เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติในฐานะตัวเลือกผู้นำอิหร่าน แม้แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน
“ผมดูเขาอยู่ ดูเหมือนเขาจะเป็นคนดี แต่ผมไม่แน่ใจว่าการไปพบเขาในฐานะประธานาธิบดีในตอนนี้จะเหมาะสมหรือไม่” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
- โศกนาฏกรรมครอบครัว
สำหรับเรซา ปาห์เลวี นอกเหนือจากการเห็นบิดาตกจากอำนาจไปต่อหน้าต่อตา เขายังต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมในครอบครัวด้วย
ในเดือนมิ.ย. 2001 น้องสาวของเขา ไลลา ถูกพบเสียชีวิตในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งในลอนดอน การสอบสวนในภายหลังพบว่า อดีตเจ้าหญิงซึ่งมีรายงานว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและโรคเกี่ยวกับการรับประทานอาหารมานานหลายปี รับประทานยาตามใบสั่งแพทย์และโคเคนในปริมาณที่มากเกินไปจนเสียชีวิต
และในเดือน ม.ค.ปี 2011 อาลี เรซา น้องชายของเขาได้ยิงตัวเองเสียชีวิตที่บ้านในบอสตัน ครอบครัวกล่าวว่าเป็นการฆ่าตัวตายหลังจากที่ต้อง “ดิ้นรนมาหลายปีเพื่อเอาชนะความเศร้าโศก” จากการสูญเสียบ้านเกิด พ่อ และน้องสาว
ปาห์เลวี เหลือพี่น้องร่วมสายเลือดที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงคนเดียว คือ ฟาราห์ นาซ น้องสาวซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐเช่นเดียวกัน แต่ใช้ชีวิตเงียบๆ เช่นเดียวกับ ชาห์นาซ น้องสาวต่างมารดา ซึ่งมารดาของเธอคือ ฟาวเซีย ชายาองค์แรกของชาห์
“จุดจบของระบอบการปกครองใกล้เข้ามาแล้ว...นี่คือช่วงเวลาแห่งกำแพงเบอร์ลินของเรา” ปาห์เลวีกล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีในเดือนมิ.ย. ระหว่างการเยือนปารีส
“ผมก้าวเข้ามาเพื่อนำพาการเปลี่ยนผ่านนี้ ผมไม่เชื่อว่าผมจำเป็นต้องมีตำแหน่งเพื่อทำหน้าที่นั้น สิ่งสำคัญคือการเป็นคนที่สามารถปลุกเร้าคนในชาติได้”





