สหรัฐมอบความช่วยเหลือ‘ไทย-กัมพูชา’ 45 ล้านดอลลาร์ สร้างสันติภาพต่อเนื่อง

สหรัฐมอบความช่วยเหลือ‘ไทย-กัมพูชา’ 45 ล้านดอลลาร์ สร้างสันติภาพต่อเนื่อง

ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ เผย สหรัฐเตรียมมอบเงินช่วยเหลือ 45 ล้านดอลลาร์ ให้ไทย และกัมพูชา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดน เก็บกู้ทุ่นระเบิด และปราบสแกมเมอร์

เมื่อเวลา 15.00 น. วันศุกร์ (9 ม.ค.69) ตามเวลาท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ด้านกิจการเอเชียตะวันออก และแปซิฟิก ประกาศในการแถลงข่าวออนไลน์ว่า

 สหรัฐจะสนับสนุนรัฐบาลไทย และกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ในการปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ปูทางสู่การหวนคืนสู่สันติภาพ ความมั่งคั่ง และเสถียรภาพเพื่อประชาชน และภูมิภาค

เพื่อให้บรรลุผล สหรัฐจะมอบเงิน 15 ล้านดอลลาร์ สำหรับการสร้างเสถียรภาพชายแดน ช่วยชุมชนฟื้นตัว และดูแลผู้พลัดถิ่น, 10 ล้านดอลลาร์ ในปฏิบัติการเคลียร์วัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด  และ 20 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการริเริ่มเพื่อช่วยเหลือทั้งสองประเทศจัดการกับสแกมเมอร์ การลักลอบค้ายาเสพติด และโครงการอื่นๆ

นายดีซอมเบร ย้ำว่า สหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพไทย-กัมพูชา มาตั้งแต่เดือนก.ค.

“ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้ความสำคัญอย่างมากในการสร้างหลักประกันสันติภาพในภูมิภาคนี้เหมือนกับประเทศ อื่นๆ”

“ประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ และเชื่อจริงๆ ว่า สันติภาพสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความมั่งคั่ง และมันจะเป็นจุดเน้นแรกสุดของทั้งรัฐบาล” 

“และในอินโด-แปซิฟิก เรามุ่งทำให้มั่นใจได้ว่า เราสร้าง และส่งเสริมความปลอดภัย ความมั่นคง  ทำให้อินโด-แปซิฟิก มั่งคั่งยิ่งขึ้นสำหรับทุกประเทศ”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศไทยแถลงว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ในโอกาสการเยือนประเทศไทย

ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสำคัญของความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐ  โดยรัฐมนตรี ย้ำความประสงค์ของไทยที่จะเสริมสร้าง และยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ช่วยรัฐมนตรีสหรัฐ เห็นพ้อง และย้ำถึงความสำคัญของไทยต่อสหรัฐ 

ในฐานะพันธมิตรเก่าแก่ในภูมิภาค และพันธมิตรหลักนอกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (Major Non-NATO Ally) ทั้งยังแจ้งเกี่ยวกับแผนการมอบความช่วยเหลือทางการทหาร (Foreign Military Financing: FMF) สำหรับประเทศไทย จำนวน 68 ล้านดอลลาร์  และความร่วมมือด้านการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต จำนวน 10 ล้านดอลลาร์  ซึ่งเป็นประเด็นท้าทายร่วมกันที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ

ฝ่ายสหรัฐยินดีกับบทบาทนำของไทยที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on Global Partnership against Online Scams) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งคณะผู้แทนสหรัฐ เข้าร่วมด้วย และพร้อมกระชับความร่วมมือระหว่างกันในด้านนี้ต่อไป อีกทั้ง ฝ่ายสหรัฐ แจ้งเกี่ยวกับความร่วมมือภายใต้กรอบ Mekong - U.S. Partnership (MUSP) จำนวน 14 ล้านดอลลาร์  ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายจะมีการหารือกันในรายละเอียดต่อไป ขณะที่ในด้านความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายหารือถึงสถานะความคืบหน้าของการเจรจาร่างความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนไทย - สหรัฐ ซึ่งผู้ช่วยรัฐมนตรีสหรัฐ  ประสานงานกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ  เพื่อให้เกิดความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องต่อไป ทั้งยังหารือ กันถึงโอกาสของความร่วมมือด้านแร่ที่มีความสำคัญ (critical minerals) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์

ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งผู้ช่วยรัฐมนตรีสหรัฐ  ยินดีกับข้อตกลงหยุดยิง และการปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย โดยเห็นว่าเป็นพัฒนาการที่สำคัญ และแสดงความเสียใจกรณีทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต พร้อมทั้งแสดงความเข้าใจเกี่ยวกับการปกป้องอธิปไตยของประเทศ และการดำเนินการที่จำเป็นของไทย ซึ่งรัฐมนตรี  ขอบคุณบทบาทสนับสนุนของสหรัฐในห้วงที่ผ่านมา และเห็นว่าสถานการณ์ยังคงมีความเปราะบาง โดยย้ำความมุ่งมั่นของไทยที่จะสร้างความมั่นใจว่าข้อตกลงหยุดยิงจะได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และส่งเสริมการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ตลอดจนการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาให้เกิดสันติภาพอย่างยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับพัฒนาการในภูมิภาค ทั้งในกรอบอาเซียน และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา 

นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย เมื่อปี 2563 - 2564 และเดินทางเยือนประเทศไทยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยมีกำหนดเข้าพบรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารบก รวมถึงภาคเอกชนไทย และสหรัฐ ด้วย

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์