'ทรัมป์' ถอนสหรัฐออกจากองค์กร UN ตัดการมีส่วนร่วม 'สภาพอากาศ-สันติภาพ-ประชาธิปไตย'

'ปธน.ทรัมป์' ประกาศถอนสหรัฐออกจากองค์กรสหประชาชาติหลายสิบแห่ง เน้นตัดการมีส่วนร่วมในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ 'สภาพอากาศ สันติภาพ และประชาธิปไตย'
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนถอนสหรัฐ ออกจากองค์กรระหว่างประเทศ และองค์กรของสหประชาชาติ (UN) รวมถึงงานประชุมความร่วมมือที่สำคัญทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ สันติภาพ และประชาธิปไตย
ในเอกสารของประธานาธิบดีที่เผยแพร่โดยทำเนียบขาวเมื่อวันพุธ (7 ม.ค.69) ทรัมป์ ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นหลังจากได้ทบทวนว่าองค์กร อนุสัญญา และสนธิสัญญาใดบ้างที่ขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ
ทรัมป์ เสริมต่อว่า การเปลี่ยนแปลงจะมีผลให้สหรัฐยุติการเข้าร่วม และตัดเงินทุนที่ให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความเคลื่อนไหวนี้
รายชื่อองค์กรที่ทำเนียบขาวเผยแพร่นั้นประกอบไปด้วยองค์กรที่ไม่ใช่สมาชิกยูเอ็น 35 องค์กร รวมถึงองค์กรสำคัญอย่างคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตย และการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง และสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ
แม้ IPCC จะรวมอยู่ในรายชื่อหน่วยงานที่ทำเนียบขาวไม่นับรวมเป็นหน่วยงานของยูเอ็นแต่แท้จริงแล้ว IPCC เป็นองค์กรของยูเอ็นที่รวบรวมนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำมาประเมินหลักฐานเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และจัดทำรายงานการประเมินทางวิทยาศาสตร์เป็นระยะ เพื่อช่วยให้ผู้นำทางการเมืองได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจนโยบาย
นอกจากนี้ ทำเนียบขาว ระบุอีกว่า การถอนตัวสหรัฐออกจากองค์กรยูเอ็น 31 แห่ง ยังรวมองค์กรสนธิสัญญาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสูงสุดของยูเอ็นอย่างอนุสัญญากรอบสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC), กองทุนประชาธิปไตยแห่งสหประชาชาติ และหน่วยงานสูงสุดของยูเอ็นที่ทำงานด้านสุขภาพแม่ และเด็กอย่าง UNFPA
หน่วยงานยูเอ็นหลายแห่งที่เน้นให้ความสำคัญกับการปกป้องกลุ่มที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับความรุนแรงของสงครามก็ตกเป็นเป้าหมายด้วย เช่น สำนักงานผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติเพื่อเด็กในความขัดแย้งทางอาวุธ
สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกยูเอ็น ตอบผู้สื่อข่าวเมื่อช่วงเย็นวันพุธว่า ยูเอ็นจะตอบสนองต่อประกาศของสหรัฐภายในวันพฤหัสบดี (8 ม.ค.69)
อยากตัดขาด แต่ยังรักษาอิทธิพล
แม้ทรัมป์จะกล่าวอย่างเปิดเผยว่าต้องการให้สหรัฐมีส่วนร่วมในเวทีของยูเอ็นน้อยลง แต่เขาก็ยังไม่ลังเลที่จะสร้างอิทธิพลต่อการตัดสินใจในระดับนานาชาติ
เมื่อเดือนต.ค. ปีก่อน ทรัมป์ได้ขู่คว่ำบาตรนักการทูตที่ลงมติรับรองการเก็บภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดมลพิษในการขนส่งทางเรือ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่หารือกันไว้ในการประชุมครั้งก่อนหน้านี้แล้ว ส่งผลให้ข้อตกลงดังกล่าวต้องหยุดชะงักไปเป็นเวลา 12 เดือน
รัฐบาลทรัมป์ ยังได้ออกมาตรการคว่ำบาตร ต่อฟรานเชสกา อัลเบเนซี ทูตพิเศษยูเอ็น หลังจากเธอเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับบทบาทของบริษัทระหว่างประเทศ และบริษัทของสหรัฐในสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอิสราเอลในกาซา
ย้อนไปในปี 2017 ทรัมป์เคยขู่ตัดความช่วยเหลือต่อประเทศที่โหวตสนับสนุนร่างมติของยูเอ็นที่ประณามการตัดสินใจของสหรัฐในการรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล
ในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สหรัฐยังมีอำนาจอย่างมากในยูเอ็นเนื่องจากเป็นหนึ่งในห้าประเทศที่สามารถใช้สิทธิวีโต้ต่อมาตรการที่ตนไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นอำนาจที่สหรัฐใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อขัดขวางความพยายามที่จะยุติสงครามของอิสราเอลในกาซา ก่อนที่จะเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปลายปีที่แล้ว
ถอนตัวแล้วถอนตัวอีก
นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มดำรงตำแหน่ง ปธน.สมัยที่ 2 เมื่อเดือนม.ค.ปีก่อน ทรัมป์ได้ถอนสหรัฐออกจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ความตกลงปารีส และสภาสิทธิมนุษยชนยูเอ็น
ขณะที่ในสมัยแรกทรัมป์เคยถอนสหรัฐออกจากองค์กรสามแห่งดังกล่าวด้วย แต่สุดท้ายก็กลับเข้าเป็นสมาชิกเหมือนเดิมในสมัยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน
อนึ่งการถอนตัวออกจาก WHO ของสหรัฐ จะมีผลในวันที่ 22 ม.ค.69 นี้ โดยมีผล 1 ปีหลังจากมีคำสั่งถอนตัวจากทำเนียบขาว
ทั้งนี้ ในระหว่างปี 2024-2025 สหรัฐได้ให้เงินสนับสนุน WHO 261 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 18% ของเงินทุนที่องค์กรได้รับเพื่อส่งเสริมการทำงานระดับโลกในด้านสุขภาพที่สำคัญหลายด้าน รวมถึงวัณโรค และโรคระบาดอย่างโควิด-19
นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐยังคงระงับการให้เงินสนับสนุนแก่ UNRWA ซึ่งเป็นหน่วยงานของยูเอ็นที่ดูแลผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ ซึ่งเริ่มขึ้นในสมัยรัฐบาลไบเดน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







