วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

'กรีนแลนด์' มีอะไร ทำไม 'สหรัฐ' ต้องการครอบครอง

'กรีนแลนด์' มีอะไร  ทำไม 'สหรัฐ' ต้องการครอบครอง

'กรีนแลนด์' มีอะไร ทำไม 'สหรัฐ' ต้องการครอบครองเกาะอาร์กติก นอกจากเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงแล้ว ที่นี่ยังมีแร่ธาตุและเส้นทางขนส่งที่สำคัญ

หลังจากสหรัฐเปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลา และส่งกำลังทหารเข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ไปดำเนินคดียาเสพติดในนิวยอร์ก นักวิเคราะห์หลายสำนักได้ออกมาเตือนว่า ยุทธศาสตร์เชิงรุกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจไม่หยุดอยู่แค่ประเทศลาตินอเมริกาแห่งนี้ รายต่อไปอาจเป็นอิหร่าน โคลอมเบีย หรือ “กรีนแลนด์” ดินแดนที่ทรัมป์ย้ำอยู่บ่อยครั้งว่าสหรัฐต้องได้มาครอบครอง

แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวกับซีเอ็นบีซีเมื่อวันอังคาร (6 ม.ค.) ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์และทีมงาน กำลังพิจารณา “ทางเลือกต่างๆ” เพื่อให้ได้มาซึ่งกรีนแลนด์

แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการยกระดับถ้อยคำที่ก้าวร้าวของรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับกรีนแลนด์ ซึ่งประธานาธิบดีพยายามมานานแล้วที่จะทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ

คำถามที่ว่า “ทำไมสหรัฐต้องการครอบครองกรีนแลนด์” ที่ผ่านมาทรัมป์ได้ตอบอย่างชัดเจนแล้วว่า เขาคิดว่าสหรัฐจำเป็นต้องควบคุมเกาะอาร์กติกแห่งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความมั่นคงให้กับอเมริกาและพันธมิตรนาโต แต่นั่นเป็นเหตุผลที่พันธมิตรนาโต รวมถึงกรีนแลนด์ “ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง”

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่น่าดึงดูดอีกสำหรับสหรัฐ ทั้งการตั้งอยู่ในเส้นทางขนส่งที่สำคัญ และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุต่างๆ

แดนยุทธศาสตร์

กรีนแลนด์มีพื้นที่ประมาณ 836,000 ตารางไมล์ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ ที่นี่มีประชากรราว 60,000 คน เท่านั้น และเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก แต่ก็มีรัฐบาลเลือกตั้งเป็นของตนเองด้วย

เนื่องจากกรีนแลนด์ตั้งอยู่ระหว่างสหรัฐ รัสเซีย และยุโรป จึงทำให้เกาะแห่งนี้เป็นเกาะยุทธศาสตร์ทั้งด้านเศรษฐกิจและกลาโหม โดยเฉพาะเมื่อน้ำแข็งเริ่มละลาย และเปิดเส้นทางขนส่งใหม่ผ่านอาร์กติก เกาะแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารตอนเหนือสุดของสหรัฐด้วย และทรัมป์มักกล่าวอ้างอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสหรัฐจำเป็นต้องมีกรีนแลนด์เพื่อจุดประสงค์ด้านความมั่นคง

“ตอนนี้มันมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มาก” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอาทิตย์ (4 ม.ค.) “กรีนแลนด์นั้นเต็มไปด้วยเรือของรัสเซียและจีนทั่วทุกหนแห่ง เราจำเป็นต้องมีกรีนแลนด์ในแง่ของความมั่นคงของชาติ และเดนมาร์กไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้”

แฟรงก์ เซเจอร์เซ่น รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน กล่าวกับซีบีเอสนิวส์ “ชาวอเมริกันมีความสนใจอย่างมากในการเฝ้าติดตามกิจกรรมของต่างประเทศในกรีนแลนด์ เพราะที่นี่เป็นแหล่งความมั่นคงที่สำคัญของรัฐต่างชาติ และอเมริกันมองว่าการลงทุนหรือกิจกรรมใดๆ (ใน/บริเวณ กรีนแลนด์) อาจเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง”

เส้นทางขนส่งใหม่

น้ำแข็งที่ละลายรอบกรีนแลนด์ได้สร้างโอกาสในการใช้เส้นทางขนส่งทางทะเลตอนเหนือมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เรือขนส่งสามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้หลายล้านดอลลาร์ หากใช้เส้นทางขนส่งที่สั้นลงระหว่างยุโรปและเอเชีย จากเดิมทีสามารถสัญจรได้แค่ช่วงที่อากาศอบอุ่นเท่านั้น

อนึ่ง เรือพาณิชย์รัสเซียที่ได้รับความช่วยเหลือจากเรือตัดน้ำแข็ง แล่นผ่านเส้นทางนี้เป็นครั้งแรกในฤดูหนาวเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2021

แหล่งแร่สำคัญ

กรีนแลนด์มีแหล่งสำรองน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุที่เป็นที่ต้องการจำนวนมาก

โฮเซ ดับเบิลยู เฟอร์นันเดซ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ฝ่ายส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม เผยในการประชุมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางแร่ธาตุในกรีนแลนด์ เมื่อเดือนพ.ย. 2024 ว่า ทรัพยากรแร่ในกรีนแลนด์ซึ่งรวมถึงแร์เอิร์ธ เพิ่งได้รับการสำรวจและพัฒนาเพียงผิวเผินเท่านั้น

ตามรายงานการประเมินทรัพยากรของเกาะ ปี 2023 กรีนแลนด์อาจมีแหล่งแร่สำรองที่สำคัญสูงถึง 31 ชนิด รวมถึงลิเทียมและแกรไฟต์ ซึ่งเป็นแร่ที่มีความสำคัญต่อการผลิตแบตเตอรี่เพื่อรถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีอื่นๆ อีกหลายประเภท

ปัจจุบัน ผู้นำในการผลิตลิเทียมคือ ออสเตรเลีย ชิลี และจีน ขณะที่จีนครองสัดส่วนผลิตแกรไฟต์ราว 65% ของโลก

รายงานดังกล่าวระบุด้วยว่า กรีนแลนด์มีศักยภาพในการเป็นแหล่งจัดหาแร่แร์เอิร์ธที่สำคัญมากมาย เช่น นีโอดีเมียม ที่ใช้สำหรับการผลิตแม่เหล็กในมอเตอร์ไฟฟ้า

ปัจจุบันจีนครองสัดส่วนการผลิตแร่หายากประมาณ 70% และความต้องการแร่ธาตุหายากยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการแพร่หลายอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทรัพยากรเหล่านี้ผลิต

อย่างไรก็ตาม การทำเหมืองในกรีนแลนด์ยังมีอุปสรรคสำคัญมากมาย รวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุน

ชาวกรีนแลนด์ไม่เอาสหรัฐ

เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ กล่าวในวันอังคาร (6 ม.ค.) “ประเทศต้องการความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐ และไม่ได้คิดว่าจะเกิดการยึดครองประเทศในชั่วข้ามคืน และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมพวกเรายืนกรานว่าเราต้องการความร่วมมือที่ดี”

ผลสำรวจเมืื่อปีก่อนแสดงให้เห็นว่า ชาวกรีนแลนด์ 85% ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ

แดเนียล โรซิง ช่างไฟฟ้าฝึกหัด ผู้บอกว่าตนภูมิใจที่ได้เป็นชาวกรีนแลนด์ กล่าวกับซีบีเอสนิวส์ก่อน เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ และภริยา เยือนกรีนแลนด์เมื่อปีก่อน 

“เขาไม่สามารถเอาไปแบบนั้นได้”

ด้านนายกรัฐมนตรี เมตเตอ ฟรีเดอริกเซน ของเดนมาร์ก กล่าวเมื่อวันจันทร์ (5 ม.ค.) “ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยในการพูดถึงความจำเป็นของสหรัฐในการยึดกรีนแลนด์” “สหรัฐไม่มีสิทธิผนวกสามชาติใดๆ ในราชอาณาจักรเดนมาร์ก” และเรียกร้องให้สหรัฐเลิกข่มขู่เรื่องยึดกรีนแลนด์ได้แล้ว

ต่อมาในวันอังคาร (6 ม.ค.) ผู้นำของเดนมาร์ก และรัฐสมาชิกนาโตในยุโรปอื่นๆ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อคัดค้านความปรารถนาของทรัมป์ที่เพิ่มมากขึ้นในการเข้ายึดครองกรีนแลนด์ โดยแถลงการณ์ของผู้นำยุโรประบุ

“กรีนแลนด์เป็นของประชาชนชาวกรีนแลนด์ การตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเดนมาร์กและกรีนแลนด์นั้น เป็นหน้าที่ของเดนมาร์กและกรีนแลนด์เท่านั้น”

รู้จักกรีนแลนด์

ราชอาณาจักรเดนมาร์กเริ่มเข้าไปตั้งอาณานิคมในกรีนแลนด์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 หลายร้อยปีหลังจากไวกิงส์จากดินแดนอันห่างไกลแห่งเดียวกันนั้นได้เดินทางมาตั้งถิ่นฐานที่นั่นเป็นครั้งแรก

ต่อมาในสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐได้เข้ามาตั้งฐานที่มั่นในเกาะแห่งนี้ เมื่อเฮนริก คอฟฟ์มันน์ เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐในขณะนั้น ไม่ยอมจำนนต่อการปกครองของนาซี ผู้ยึดครองเดนมาร์ก

หลังจากนั้นเดนมาร์กก็ได้รับการปลดปล่อยจากการยึดครองของนาซีในปี 1945 โดยเดนมาร์กยังคงเป็นเจ้าอาณานิคมกรีนแลนด์จนถึงปี 1953 และวางรากฐานความสัมพันธ์กับเกาะแห่งนี้อย่างเต็มรูปแบบในฐานะดินแดนกึ่งปกครองตนเอง

ขณะที่สหรัฐไม่เคยถอนกำลังออกจากฐานทัพอวกาศพิทุฟฟิก ที่ก่อตั้งขึ้นในกรีนแลนด์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2