สหรัฐบุกเวเนซุเอลาจับกุมตัวมาดูโรบททดสอบ‘น้ำยาการทูตจีน’

สหรัฐบุกเวเนซุเอลาจับกุมตัวมาดูโรบททดสอบ‘น้ำยาการทูตจีน’

เหตุสหรัฐบุกจับประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรของเวเนซุเอลา ผ่านช่วงเวลาฝุ่นตลบ รอความชัดเจนว่ารัฐบาลวอชิงตันจะทำอย่างไรต่อไป แต่ในเวลาเดียวกันเหตุที่เกิดขึ้นก็เผยให้เห็นถึงผลประโยชน์ของจีนที่มีอยู่มากมายในประเทศลาตินอเมริกาแห่งนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน จีนใช้นโยบายไม่แทรกแซงประเทศใด และมักวิจารณ์การทำกิจกรรมทางทหารที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคง (ยูเอ็นเอสซี) เสมอ

การที่กองทัพสหรัฐขับไล่ผู้นำเวเนซุเอลา หนึ่งในพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ “แน่นแฟ้น” ของจีน ออกจากเมืองหลวงกลางดึก จะเป็นการทดสอบครั้งสำคัญว่าปักกิ่งจะยืนยันได้หรือไม่ว่าตนสามารถมีบทบาทแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระดับโลกได้โดยไม่ต้องใช้การทหารเหมือนอย่างที่วอชิงตันทำ

“เราไม่เคยเชื่อว่าประเทศใดสามารถทำหน้าที่เป็นตำรวจโลกได้ และเราก็ไม่ยอมรับว่าประเทศใดสามารถอ้างตัวว่าเป็นผู้พิพากษาโลกได้” หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวกับรัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน ขณะพบกันที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันอาทิตย์ (4 ม.ค.) อ้างถึง “สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในเวเนซุเอลา” โดยไม่ได้เอ่ยถึงสหรัฐอเมริกาโดยตรง

 “อธิปไตยและความมั่นคงของทุกประเทศควรได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ” หวังกล่าวเพิ่มเติม ถือเป็นความเห็นแรกจากรัฐมนตรีต่างประเทศจีน หลังภาพของมาดูโรวัย 63 ปีที่ถูกปิดตาและใส่กุญแจมือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก

ในวันจันทร์ (5 ม.ค.) มาดูโรถูกนำตัวไปขึ้นศาลนิวยอร์กในคดียาเสพติด เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ห่างจากศาลไปเพียงหนึ่งช่วงตึก ยูเอ็นเอสซีได้ประชุมกันตามคำขอของโคลอมเบียภายใต้การสนับสนุนของจีนและรัสเซีย ให้อภิปรายเรื่องที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ตัดสินใจจับกุมตัวมาดูโร ความเคลื่อนไหวที่แอนโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการยูเอ็นเตือนว่าอาจเป็น “แบบอย่างอันตราย”

ในการอภิปรายจีนแสดงความตกใจและประณามการกระทำของสหรัฐ ผู้เป็นหนึ่งในห้าสมาชิกถาวรขอยูเอ็นเอสซีเช่นเดียวกับจีน

“บทเรียนจากประวัติศาสตร์ให้คำเตือนชัดเจน การใช้กำลังทหารไม่ใช่ทางออกสำหรับปัญหา การใช้กำลังแบบไม่เลือกหน้ามีแต่จะนำไปสู่วิกฤติรุนแรงขึ้น” ซุนเหล่ย อุปทูตผู้แทนถาวรจีนประจำยูเอ็นกล่าว

นักวิเคราะห์มองว่า จีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกและคู่ค้าสำคัญ จะระดมเสียงวิจารณ์ต่อการกระทำของรัฐบาลวอชิงตัน

“จีนมีหนทางสนับสนุนเวเนซุเอลาอย่างเป็นรูปธรรมได้ไม่มากนักในเวลานี้ แต่ในทางวาทกรรมรัฐบาลปักกิ่งจะมีบทบาทสำคัญมากในการระดมความพยายามที่ยูเอ็น และร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ปลุกความเห็นต้านสหรัฐ” เอริก โอแลนเดอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการจีน-โลกใต้ กล่าวกับรอยเตอร์

“สิ่งที่เราได้เห็นในกรณีของซิมบับเวและอิหร่าน ซึ่งทั้งสองประเทศถูกคว่ำบาตรโดยชาติตะวันตก คือ จีนยังมุ่งมั่นมีความสัมพันธ์ผ่านทางการค้าและการลงทุน แม้ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากก็ตาม” โอแลนเดอร์กล่าวเสริม

ความเสียหายครั้งใหญ่สำหรับจีน

ไม่เพียงเท่านั้น ทรัมป์ยังขู่ปฏิบัติการทางทหารกับโคลอมเบียและเม็กซิโกด้วย ส่วนประเทศคอมมิวนิสต์อย่างคิวบา  ทรัมป์ระบุ “ดูเหมือนว่าจะล่มสลายด้วยตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว”  ได้ยินเช่นนี้ประเทศลาตินอเมริกาที่ได้ลงนามในโครงการริเริ่มความมั่นคงโลก โครงการเรือธงของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อาจกำลังสงสัยว่า ข้อตกลงนี้จะปกป้องพวกเขาได้อย่างไรหากต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทาย

เมื่อวันจันทร์ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เรียกร้องให้ทุกประเทศปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการของสหประชาชาติ เขากล่าวว่าประเทศมหาอำนาจควรเป็นแบบอย่าง แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อสหรัฐอเมริกาหรือเวเนซุเอลาโดยตรง

ที่ผ่านมา ปักกิ่งประสบความสำเร็จในการจูงใจให้ประเทศลาตินอเมริกาตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันมาสถาปนาความสัมพันธ์กับจีน ไม่ว่าจะเป็นคอสตาริกา, ปานามา, สาธารณรัฐโดมินิกัน, เอลซัลวาดอร์, นิคารากัว และฮอนดูรัส ทุกประเทศต่างหารือเรื่องการเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับจีนตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

เวเนซุเอลาหันมามีสัมพันธ์กับจีนในปี 1974 ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในสมัยฮูโก ชาเวซ นักปฏิรูปอดีตทหาร ผู้ครองอำนาจในปี 1998 แล้วกลายเป็นพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของปักกิ่งในลาตินอเมริกา นำประเทศออกห่างจากวอชิงตัน ชื่นชมตัวแบบการปกครองของจีน แล้วปล่อยให้ประชาธิปไตยในประเทศเสื่อมถอยลงทุกขณะ

ความสัมพันธ์ใกล้ชิดยังดำเนินต่อไปหลังชาเวซอสัญกรรมในปี 2013 มาดูโรขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ความสนิทสนมถึงขั้นส่งลูกชายไปเรียนมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งในปี 2016

เพื่อเป็นการตอบแทน ปักกิ่งทุ่มเทเงินทองให้กับโรงกลั่นน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานของเวเนซุเอลา ช่วยชีวิตไว้หลังจากถูกสหรัฐและพันธมิตรคว่ำบาตรเข้มงวดตั้งแต่ปี 2017

“นี่เป็นความเสียหายครั้งใหญ่สำหรับจีน เราต้องการแสดงให้เห็นว่าเราเป็นมิตรที่น่าเชื่อถือของเวเนซุเอลา” เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนรายหนึ่งที่ได้รับทราบรายละเอียดการประชุมระหว่างมาดูโรและชิว เสี่ยวฉี ผู้แทนพิเศษของจีนด้านกิจการลาตินอเมริกาและแคริบเบียนกล่าว ก่อนที่ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาจะถูกจับกุมเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ผลประโยชน์จีนหลายพันล้านดอลลาร์

หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงเมื่อวันจันทร์ว่า จีนยังคง “สื่อสารอย่างสร้างสรรค์และร่วมมือ” กับรัฐบาลเวเนซุเอลา และยินดีกระชับความร่วมมือให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงการส่งออกน้ำมันที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างไร และว่าผลประโยชน์ของจีนในเวเนซุเอลาจะต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

จื้อเจิ้น หวัง นักวิจัยจากศูนย์จีนและโลกาภิวัตน์ ในกรุงปักกิ่งกล่าวว่า การโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐช่วยหนุนสถานะ “พลังที่เชื่อถือได้” ของจีนในเวทีโลก แต่สถานการณ์นี้ก็เพิ่มความกังวลให้กับปักกิ่งเพราะจีนลงทุนและมีผลประโยชน์ในประเทศนี้มากมาย

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือสถานการณ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะจีนมีผลประโยชน์ทางการค้ามากมายในภูมิภาคนี้” นักวิเคราะห์รายนี้กล่าวพร้อมเสริมว่าความไม่แน่นอนนี้อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของจีนในลาตินอเมริกาและที่อื่นๆ ด้วย

ปักกิ่งรุกลาตินอเมริกาหนักมากช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ตามข้อมูลของโรเดียมกรุ๊ป บริษัทที่ปรึกษาในสหรัฐ บริษัทจีนหลายแห่งส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจลงทุนในเวเนซุเอลา 4.8 พันล้านดอลลาร์ ข้อตกลงส่วนใหญ่เกิดขึ้นในทศวรรษหลังวิกฤติการเงินโลก และช่วงปีท้ายๆ ของประธานาธิบดีชาเวซ ซึ่งเน้นที่โครงการพลังงาน

รัฐวิสาหกิจ “บรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน” (ซีเอ็นพีซี) มีบริษัทร่วมทุนกับรัฐวิสาหกิจน้ำมันเวเนซุเอลา ในเดือน ส.ค.บริษัทเอกชน “ไชนาคองคอร์ดรีสอร์ซคอร์ป”ประกาศแผนการลงทุนครั้งสำคัญกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในโครงการหนึ่งของเวเนซุเอลา ตั้งเป้าหมายการผลิตน้ำมันดิบ 60,000 บาร์เรลต่อวันภายในสิ้นปี 2026

ตง จ้าวเผิง นักวิจัยอาวุโส มหาวิทยาลัยเหริ่นหมินแห่งจีน กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า ปักกิ่งให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มคลองพลเมืองและบริษัทจีน กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงในวันจันทร์ว่า ไม่มีรายงานพลเมืองจีนได้รับอันตรายจากการโจมตีของสหรัฐ

  การค้าน้ำมัน‘จีน-เวเนซุเอลา’ไม่สมดุล

ตามข้อมูลของเอสแอนด์พีโกลบอลน้ำมันดิบเวเนซุเอลาส่งออกไปจีนมากที่สุด แต่ข้อมูลจากสำนักงานข่าวสารพลังงานสหรัฐพบว่า น้ำมันจากเวเนซุเอลาคิดเป็นเพียง 2% ของการนำเข้าน้ำมันดิบและคอนเดนเซตของจีน การนำเข้าจากอิหร่านและอิรักเพิ่มขึ้นระหว่างปี 2023 และ 2024 แต่การนำเข้าจากเวเนซุเอลาลดลง

“จีนน่าจะระมัดระวังไม่เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งนี้ เนื่องจากเวเนซุเอลามีความสำคัญทางเศรษฐกิจต่อจีนในระดับจำกัด และมีความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ห่างเหินกัน” ยู ซู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศจีน จากดิอีโคโนมิสต์อินเทลลิเจนซ์กล่าว

“แทนที่จะเลือกข้างเด็ดขาด ความสำคัญของจีนคือปกป้องผลประโยชน์ของตน ตราบเท่าที่ประเทศพันธมิตรไม่มีท่าทีชัดเจนต่อไต้หวัน”

นักวิเคราะห์กล่าวต่อไปว่า ท่าทีทางภูมิรัฐศาสตร์ในภาพกว้างของจีนยังไม่เปลี่ยนแปลง รวมถึงแนวทางต่อไต้หวันที่ปักกิ่งถือว่าเป็นดินแดนของตน

 สัปดาห์ก่อนจีนซ้อมรบด้วยกระสุนจริงรอบๆ ไต้หวัน ซึ่งเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารครั้งใหญ่ เพียงไม่กี่วันหลังจากที่สหรัฐประกาศขายอาวุธครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์ให้ไต้หวัน

“เหตุการณ์ในเวเนซุเอลาเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแผนการของจีนที่มีต่อไต้หวัน และไม่ได้เปลี่ยนแปลงความคาดหวังเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นระหว่างจีนและสหรัฐ” แดน หวัง ผู้อำนวยการทีมจีนของยูเรเซียกรุ๊ปกล่าวเมื่อวันจันทร์ในรายการ “Squawk Box Asia” ทางช่องซีเอ็นบีซี

สิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงในทัศนะของหวังคือ ปักกิ่งเห็นความจำเป็นในการสร้างกรอบกฎหมายรองรับการยึดไต้หวัน เหมือนกับที่สหรัฐสร้างความชอบธรรมในการจับกุมมาดูโรด้วยการตั้งข้อหาค้ายาเสพติด

และในขณะที่เรื่องราวระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเอลาดำเนินไป จีนยังเดินเกมการทูตระดับสูงต่อเนื่อง

ในวันจันทร์ ประธานาธิบดีสีพบกับนายกรัฐมนตรีไมเคิล มาร์ตินของไอร์แลนด์ เป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำไอร์แลนด์ในรอบ 14 ปี หลังจากนั้นพบกับประธานาธิบดีอี แจมย็อง ของเกาหลีใต้ในวันเดียวกัน

นิโคลัส ตาเล็บ ผู้เขียนหนังสือ“The Black Swan” เคยเขียนไว้ในเดือน ก.ย.

“จีนเพิ่มสัดส่วนในจีดีพีโลกจาก 6% เป็นกว่า 20% ใน 15 ปี ดังนั้นลองพิจารณาดูว่าสภาพภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นอย่างไรในปี 2525” 

“ในอนาคต การหารือเกี่ยวกับสงครามอาจจำเป็นต้องเกิดขึ้นที่ปักกิ่ง ไม่ใช่ที่วอชิงตัน”