วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

สหรัฐยึดน้ำมัน 'เวเนซุเอลา' ไม่ง่าย เดิมพัน 'แสนล้าน' นาน 10 ปี

สหรัฐยึดน้ำมัน 'เวเนซุเอลา' ไม่ง่าย เดิมพัน 'แสนล้าน' นาน 10 ปี

นักวิเคราะห์ชี้สหรัฐจะยึดน้ำมันเวเนซุเอลายังไม่ใช่เรื่องง่าย เดิมพันใหญ่หลักแสนล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์ชี้ต้องลงทุนมหาศาลเพื่อฟื้นฟูทั้งระบบ ปีละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ นานยาว 10 ปี

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานเชิงวิเคราะห์ถึง "อุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา" ว่า การทำให้แผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาภายใต้การนำของสหรัฐให้ "กลายเป็นความจริง" ได้นั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาหลายปี เต็มไปด้วยความยากลำบาก และต้องใช้งบลงทุนสูงกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์

แม้เวเนซุเอลาจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ "มีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก" แต่ก็เป็นความมั่งคั่งที่ไม่สามารถเอามาใช้ได้จริง เพราะตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันดิบถูกทำลายอย่างหนักจากการทุจริต การขาดการลงทุน เหตุไฟไหม้ และการลักขโมยที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี 

ฟรานซิสโก โมแนลดี ผู้อำนวยการด้านนโยบายพลังงานลาตินอเมริกาประจำสถาบัน Baker Institute for Public Policy มหาวิทยาลัยไรซ์ กล่าวว่า การจะฟื้นฟูระบบเหล่านี้ให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองระดับสูงสุดในทศวรรษ 1970 "จะต้องอาศัยการลงทุนจากบริษัทต่างๆ ราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 10 ปี" 

แต่หากใจร้อนต้องการให้การฟื้นตัวเกิดขึ้นได้เร็วกว่านี้ ก็จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากกว่านั้นอีก

เวเนซุเอลาครอบครองแหล่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบชนิดหนัก (heavy crude) ซึ่งต่างจากน้ำมันดิบเบา (light crude) ที่ซื้อขายกันทั่วโลก ขณะที่กำลังการผลิตก็ลดลงอย่างรุนแรงในช่วง 12 ปีที่ "นิโคลัส มาดูโร" ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ก่อนที่เขาจะถูกกองทัพสหรัฐบุกควบคุมตัวในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา

ปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้ราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งน้อยลงมากเมื่อเทียบกับช่วงพีกที่เกือบ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 1974 

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับ ABC เมื่อวันอาทิตย์ว่า เขาคาดว่าบริษัทน้ำมันของสหรัฐจะให้ความสนใจอย่างมากต่อโอกาสในการขุดเจาะน้ำมันดิบในเวเนซุเอลา สำหรับโรงกลั่นน้ำมันบริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับการกลั่นน้ำมันดิบ heavy crude

แม้จะยังไม่ได้พูดคุยกับบริษัทน้ำมันของสหรัฐในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่รูบิโอก็มีความเชื่อมั่นอย่างมากว่ายักษ์น้ำมันในอเมริกาจะให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม หากเปิดพื้นที่ให้สามารถดำเนินการได้

อย่างไรก็ดี ก่อนที่บริษัทน้ำมันเหล่านี้จะเข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลา สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องมาก่อนก็คือ การสร้างความมั่นใจว่าประเทศจะมี "เสถียรภาพทางการเมือง" 

ลิโน คาร์ริลโล อดีตผู้บริหารบริษัทน้ำมันแห่งชาติเวเนซุเอลา (PDVSA) ซึ่งลี้ภัยออกนอกประเทศมานานกว่าสองทศวรรษ กล่าวว่า การที่บริษัทน้ำมันจะเริ่มลงทุนอย่างจริงจังในเวเนซุเอลาได้นั้น จำเป็นต้องมีรัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดใหม่ และมีเสถียรภาพทางการเมืองก่อน

“มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ไม่ใช่แน่นอน” อดีตผู้บริหารบริษัทน้ำมันแห่งชาติ กล่าว 

ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน งานใหญ่ไม่แพ้เรื่องน้ำมัน

บลูมเบิร์ก ระบุว่า งานฟื้นฟูไม่ได้จำกัดแค่ตัวอุตสาหกรรมน้ำมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องด้วย และงานซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานของประเทศก็มีขนาดใหญ่มหาศาลไม่แพ้กัน

ที่ท่าเรือขนส่งน้ำมันของเวเนซุเอลา อุปกรณ์ต่างๆ อยู่ในสภาพทรุดโทรมอย่างหนัก จนต้องใช้เวลานานถึง 5 วัน ในการบรรทุกน้ำมันลงเรือบรรทุกขนาดใหญ่ที่ส่งออกน้ำมันไปยัง "จีน" ซึ่งถือว่าทรุดโทรมลงมากเมื่อเทียบกับช่วง 7 ปีก่อน ที่ใช้เวลาเพียง 1 วันเท่านั้น

สหรัฐยึดน้ำมัน 'เวเนซุเอลา' ไม่ง่าย เดิมพัน 'แสนล้าน' นาน 10 ปี

ในแอ่งโอริโนโก (Orinoco Basin) ซึ่งเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ตอนในของประเทศ และคาดว่ามีปริมาณน้ำมันสำรองที่สามารถผลิตได้เกือบ 5 แสนล้านบาร์เรลนั้น แท่นขุดเจาะจำนวนมากถูกปล่อยทิ้งร้าง การรั่วไหลของน้ำมันไม่ได้รับการดูแล แท่นขุดเจาะถูกปล้นในเวลากลางวันแสกๆ และนำไปขายในตลาดมืด

เครือข่ายท่อส่งน้ำมันใต้ดินของเวเนซุเอลานั้นขึ้นชื่อเรื่องปัญหาการรั่วไหล และในบางช่วงยังถูกบริษัทน้ำมันของรัฐเองขโมยไปขายเป็นเศษเหล็ก นอกจากนี้ยังมีรายงานเกี่ยวกับการเกิดไฟไหม้ และระเบิดซึ่งสร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์ต่างๆ อีกด้วย

สหรัฐยึดน้ำมัน 'เวเนซุเอลา' ไม่ง่าย เดิมพัน 'แสนล้าน' นาน 10 ปี

ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ "พารากัวนา" (Paraguana) บริเวณชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงการากัส มีการดำเนินงานแค่เพียงครั้งคราว และในอัตราที่ต่ำ เนื่องจากปัญหาการชำรุดเสียหาย เครื่องปรับคุณภาพน้ำมันบางส่วนจากทั้งหมด 4 เครื่อง ซึ่งเคยเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยสำหรับแปรสภาพน้ำมันดิบหนักที่มีลักษณะคล้ายยางมะตอยให้เหมาะสมกับการกลั่น ได้ถูกปิดใช้งานไปแล้ว

กำลังการผลิตที่ยังเหลืออยู่ของเวเนซุเอลาในปัจจุบัน เป็นการพึ่งพา "เชฟรอน" (Chevron) เป็นหลัก ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่เพียงรายเดียวของสหรัฐที่ยังดำเนินธุรกิจอยู่ในเวเนซุเอลา โดยมีการผลิตคิดเป็นสัดส่วนราว 25% ของกำลังการผลิตทั้งหมดในประเทศ ภายใต้ใบอนุญาตพิเศษที่เปิดทางให้ดำเนินงานได้แม้สหรัฐจะคว่ำบาตรเวเนซุเอลาก็ตาม

สำหรับอีกสองบริษัทของสหรัฐที่นักวิเคราะห์มองว่ามีศักยภาพในการช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลามากที่สุดก็คือ "เอ็กซอน โมบิล" (Exxon) และ "โคโนโค ฟิลลิปส์" (ConocoPhillips) ด้วยขนาด และประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งสองบริษัทเคยดำเนินธุรกิจในเวเนซุเอลามาก่อน แต่ถอนตัวออกไปหลังจากสินทรัพย์ถูกโอนเป็นของรัฐในช่วงกลางทศวรรษ 2000 ภายใต้รัฐบาลของ "ฮูโก ชาเวซ" อดีตประธานาธิบดีผู้ล่วงลับ

อย่างไรก็ดี ทั้งเอ็กซอน และโคโนโค ฟิลิปส์ Exxon และ ConocoPhillips ไม่ได้ตอบกลับการขอความเห็นของบลูมเบิร์ก ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เอ็กซอนเคยระบุเอาไว้ว่า พร้อมพิจารณาการลงทุนในเวเนซุเอลา แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมเท่านั้น

ขณะที่เชฟรอนระบุในแถลงการณ์ว่า บริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และสวัสดิภาพของพนักงาน รวมถึงความมั่นคงของสินทรัพย์ในเวเนซุเอลา และยืนยันว่าดำเนินงานตามกฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดในขณะนี้ก็คือ "ยังไม่มีความชัดเจนว่าการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเวเนซุเอลาจะดำเนินไปในทิศทางใด และสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจของบริษัทน้ำมันจะเป็นเช่นไร" 

ปัจจุบัน มาตรการคว่ำบาตรยังคงมีผลบังคับใช้ และกองทัพเรือสหรัฐยังคงควบคุมน่านน้ำโดยรอบประเทศเวเนซุเอลา ขณะที่ทรัมป์ระบุว่า รองประธานาธิบดีเดลซี โรดริเกซ เป็นผู้รับผิดชอบการบริหารประเทศในขณะนี้ แม้เธอจะเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของมาดูโรก็ตาม

"ผมคิดว่าบริษัทน้ำมันจะเริ่มปรับปรุงแผน และข้อเสนอเพื่อเตรียมเข้ามามีส่วนร่วม แต่จะยังไม่ตัดสินใจลงทุนจนกว่าจะเห็นสัญญาณของเสถียรภาพทางการเมืองขั้นพื้นฐาน" เคลย์ตัน ไซเกิล นักวิชาการอาวุโสจากศูนย์ยุทธศาสตร์ และการศึกษานานาชาติ (CSIS) ในกรุงวอชิงตัน กล่าว

สำหรับภารกิจประเมินความสนใจของบริษัทน้ำมันฝั่งตะวันตกในแผนฟื้นฟูเวเนซุเอลานั้น อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบบางส่วนของดัก เบอร์กัม รัฐมนตรีมหาดไทยสหรัฐ และคริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐ ซึ่งยังดำรงตำแหน่งประธาน และรองประธานสภาความเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานแห่งชาติของสหรัฐ (National Energy Dominance Council) ที่ตั้งขึ้นในยุคทรัมป์ 2.0

อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุนในเวเนซุเอลาคือ "ภาวะซัพพลายน้ำมันล้นตลาดโลก" โดยราคาน้ำมันเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบห้าปี ขณะเดียวกัน บริษัทน้ำมันจำนวนมากยังคงมีเงินกู้ และค่าชดเชยที่ไม่ได้รับการชำระเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ จากกรณีที่เคยถูกยึดสินทรัพย์ในยุครัฐบาลชาเวซ

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ และเวสต์เท็กซัสต่างลดลงเกือบ 20% ในปี 2025 ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 นับเป็นปีที่สามติดต่อกันแล้วที่ราคาน้ำมันเบรนท์ลดลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตาม เควิน บุ๊ก กรรมการผู้จัดการของบริษัท ClearView Energy Partners ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า หากเงื่อนไขด้านราคา และค่าความเสี่ยงเหมาะสม บริษัทน้ำมันก็อาจตัดสินใจกลับมาอีกครั้ง

“คุณจะต้องมีเงื่อนไขที่ดีเพื่อเอาชนะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น...บริษัทที่มีศักยภาพในการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา และทำกำไรได้นั้น ไม่น่าจะมองข้ามหรือพลาดโอกาสจากแหล่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ หากพวกเขาเห็นสัญญาณของเสถียรภาพในระดับหนึ่ง และสามารถเจรจาเงื่อนไขสัญญาที่เอื้อประโยชน์ได้” 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์