75 ปี ไทย–ลาว ‘ก้าวย่างสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืน’ | World Wide View

75 ปี ไทย–ลาว ‘ก้าวย่างสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืน’ | World Wide View

75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ลาว มิได้เป็นเพียงวาระแห่งการเฉลิมฉลอง หากยังเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ บทต่อไปของความสัมพันธ์ไทย–ลาว ในปีม้า 2569 จึงเป็นทั้งย่างก้าวของสองประเทศที่พร้อมส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้าน

ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ไทย–ลาว พัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการแลกเปลี่ยน การเยือนระดับสูง การขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีในหลายมิติรอบด้าน การส่งเสริมความเชื่อมโยงและโลจิสติกส์ ตลอดจนสายใยความผูกพันของผู้คนสองฝั่งโขง ปัจจัยเหล่านี้ได้รับการฟูมฟักและยกระดับให้ความสัมพันธ์ไทย–ลาวเป็นความสัมพันธ์ฉันญาติสนิทที่ไว้วางใจและเกื้อกูลกันได้อย่างแท้จริง

ความใกล้ชิดดังกล่าวมิได้มีเฉพาะในยามปกติ หากยังเห็นได้ชัดในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เช่น ในช่วงที่หลายพื้นที่ของ สปป.ลาว ประสบอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นยางิเมื่อเดือนกันยายน 2567 รัฐบาลไทยได้มอบความช่วยเหลือมูลค่ากว่า 2.9 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และในปีนี้ เมื่อภาคใต้ของไทยเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา รัฐบาล สปป. ลาว ก็มีไมตรีจิตมอบความช่วยเหลือมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท เพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวไทย เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า ทั้งสองประเทศพร้อมยืนหยัดเคียงข้างกันเพื่อแบ่งปันความสุขและแบ่งเบาความทุกข์ในทุกโอกาส

การครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ลาว จึงมิได้เป็นเพียงวาระแห่งการเฉลิมฉลอง หากยังเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันกำหนดทิศทางให้ก้าวต่อไปของความสัมพันธ์ เพื่อประโยชน์ที่สูงสุดและยั่งยืนของผู้คนสองฝั่งโขง สอดคล้องกับการยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เพื่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตั้งแต่ปี 2565

ปัจจุบัน “ความมั่นคง” ในการต่างประเทศมิได้หมายถึงเฉพาะการทหาร หากยังครอบคลุมถึง ภัยคุกคามข้ามแดนรูปแบบใหม่ เช่น ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมทางไซเบอร์ ซึ่งมักแฝงตัวอยู่ในพื้นที่ชายแดน ด้วยเหตุที่ไทยและ สปป. ลาว มีพรมแดนติดต่อกันยาวกว่า 1,800 กิโลเมตร การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงโดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชนจึงเป็นโจทย์สำคัญที่สองฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การลาดตระเวนร่วม การสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้เท่าทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่เหล่านี้

ขณะเดียวกัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ การส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ผ่านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน รถไฟ หรือสะพานมิตรภาพ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถยกระดับความอยู่ดีกินดีของประชาชนได้ โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกให้การค้าชายแดนไทย–ลาว และการขนส่งสินค้าผ่านแดนผ่าน สปป. ลาว ไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น เวียดนาม และจีน ซึ่งเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่

ใน 9 เดือนแรกของปี 2568 การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มีมูลค่า 1,480,095 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการค้าชายแดนกับ สปป. ลาว 222,588 ล้านบาท นอกจากนี้ สปป. ลาว ยังเป็นเส้นทางเชื่อมไปจีนและเวียดนาม ซึ่งเป็นปลายทางสำคัญอันดับที่ 1 และอันดับที่ 3 สำหรับสินค้าผ่านแดนจากไทย มีมูลค่า 467,974 ล้านบาท และ 60,684 ล้านบาท ตามลำดับ

ดังนั้น นอกเหนือจากสะพานมิตรภาพไทย–ลาวทั้ง 5 แห่งที่เปิดใช้แล้ว รัฐบาลจึงมีแผนเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพิ่มเติม อาทิ สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขง (หนองคาย–เวียงจันทน์) แห่งใหม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2573 เพื่อเชื่อมโยงระบบรางของไทยกับรถไฟลาว–จีน สะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 6 (อุบลราชธานี–สาละวัน) และการปรับปรุงถนน R12 ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าจากไทยไปเวียดนามที่สั้นที่สุดในปัจจุบัน โครงการเหล่านี้สะท้อนความมุ่งมั่นของไทย- สปป. ลาว ในการใช้ “ความเชื่อมโยงโลจิสติกส์” เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกัน

ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ไทย สปป. ลาว และเมียนมา ได้ดำเนินความร่วมมือไตรภาคีภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) ตั้งแต่ปี 2566 เพื่อแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรม โดยในอนาคตอันใกล้ ไทยและสปป. ลาว จะร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันรายงานคุณภาพอากาศและเชื่อมโยงเครือข่ายโทรมาตรเพื่อเสริมสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการแม่น้ำโขงระหว่างกันด้วย

บทต่อไปของความสัมพันธ์ไทย–ลาว ในปีม้า 2569 จึงเป็นทั้งย่างก้าวของประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และเป็นหุ้นส่วนที่พร้อมส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้าน เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ ความปลอดภัย และความมั่งคั่งของผู้คนสองฝั่งโขงอย่างยั่งยืน โดยยึดมั่นหลักการว่า “ความมั่นคงและความมั่งคั่งของเพื่อนบ้าน คือความมั่นคงและความมั่งคั่งของไทย”