เปิดไทม์ไลน์สัมพันธ์'สหรัฐ-เวเนซุเอลา' รอบ 25 ปี ก่อนแตกหัก!

เปิดไทม์ไลน์สัมพันธ์'สหรัฐ-เวเนซุเอลา' รอบ 25 ปี  ก่อนแตกหัก!

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเอลา ถึงขนาดบุกจับประธานาธิบดี ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปุบปับ ชนวนความขัดแย้งมีมานานกว่า 20 ปี ดังที่เว็บไซต์อัลจาซีราสรุปไว้

1999: ฮูโก ชาเวซ ครองอำนาจ

ฮูโก ชาเวซ หาเสียงด้วยนโยบายต่อต้านระบอบเก่า ต่อต้านสหรัฐ จนได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เปิดตัวนโยบาย “ปฏิวัติโบลิวาร์” แก้ไขรัฐธรรมนญู จากนั้นยึดกิจการน้ำมันมาเป็นของรัฐ จนเผชิญหน้ากับสหรัฐ

ทศวรรษ 2000:  เป็นปรปักษ์รุนแรง

ความสัมพันธ์สหรัฐ-เวเนซุเอลา เสื่อมถอยลง เมื่อชาเวซกระชับสัมพันธ์กับรัสเซีย จีน และอิหร่าน

เวเนซุเอลา ขับไล่นักการทูตและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและกล่าวหาว่าวอชิงตันพยายามบ่อนทำลายเสถียรภาพของประเทศขณะที่สหรัฐวิพากษ์วิจารณ์เวเนซุเอลาว่าปกครองใน“ระบอบเผด็จการ”จำกัดเสรีภาพสื่อ

ส่วนการเมืองภายในประเทศ รัฐบาลชาเวซใช้เงินจากน้ำมันมาขยายโครงการด้านสังคม แต่การจัดการเศรษฐกิจผิดพลาดและการทุจริตทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

2002: พยายามทำรัฐประหาร

การรัฐประหารปลดชาเวซเกิดขึ้นเพียง 48 ชั่วโมง เวเนซุเอลากล่าวหาสหรัฐสนับสนุนแผนดังกล่าวซึ่งวอชิงตันปฏิเสธ แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันมาตลอดสองทศวรรษ

2013: มาดูโรผงาด

หลังจากอสัญกรรมของชาเวซ มาดูโร ผู้ช่วยตลอดการของเขาก็ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีมาแบบฉิวเฉียด เขารับตำแหน่งในช่วงที่ประเทศเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เหตุทุจริตฉาวและความสัมพันธ์กับสหรัฐแย่ลง

2014-2015: สหรัฐคว่ำบาตรใหญ่ครั้งแรก

ท่ามกลางการประท้วงและข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ สหรัฐออกข้อจำกัดวีซ่าและมาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่ของเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญมาตรการคว่ำบาตรทำให้วิกฤติเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นเวเนซุเอลาเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารและยาอย่างหนักอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และประชาชนอพยพออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

2017-2019: วิกฤติเศรษฐกิจ

สหรัฐสกัดไม่ให้เวเนซุเอลาเข้าถึงตลาดเงินและห้ามซื้อพันธบัตรเวเนซุเอลา การคว่ำบาตรด้วยการห้ามนำเข้าน้ำมันยิ่งเข้มข้นขึ้น เมื่อเศรษฐกิจเวเนซุเอลาล่มสลายภายใต้เงินเฟ้อสูงสุดขีดและการจัดการผิดพลาดมาหลายปี ในปี 2019 อัตราเงินเฟ้อสูงสุดที่ 345% เดือน เม.ย.2025 อยู่ที่ 172%

2018: มาดูโรได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง

ชัยชนะพร้อมด้วยข้อครหาของมาดูโรนำไปสู่วิกฤติการเมือง เมื่อผู้นำสมัครฝ่ายค้านคนสำคัญถูกกีดกันไม่ให้ลงเลือกตั้ง พรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่จึงคว่ำบาตรการเลือกตั้ง

ฝ่ายค้านอย่างฮวน กายโด ประกาศตนเองเป็นประธานาธิบดีชั่วคราวโดยสหรัฐและพันธมิตรหลายสิบประเทศยอมรับ วอชิงตันขยายการคว่ำบาตรเวเนซุเอลาออกไปถึงน้ำมัน ทองคำ แร่ธาตุ และธนาคาร

2024: เลือกตั้งฉาวซ้ำรอย 2018

หกปีต่อมามาดูโรมีชัยเหนือเอ็ดมันโด กอนซาเลซ ผู้สมัครฝ่ายค้าน แบบมีข้อครหาเหมือนในปี 2018 กอนซาเลซแสดงผลการลงคะแนนจากหลายคูหาที่ดูเหมือนว่าเขาน่าจะคว้าชัยชนะไปอย่างง่ายดาย แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งกลับประกาศให้มาดูโรเป็นผู้ชนะ แม้แต่สหประชาชาติก็วิจารณ์การเลือกตั้งครั้งนี้

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในขณะนั้นระบุมี “หลักฐานท่วมท้น”บ่งชี้ว่ากอนซาเลซเป็นผู้ชนะ รัฐบาลฝ่ายซ้ายหลายแห่งในละตินอเมริกา รวมถึงบราซิล เม็กซิโก ชิลี และโคลอมเบีย ก็ตั้งคำถามถึงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการและเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่

ไทม์ไลน์สัมพันธ์สหรัฐ-เวเนซุเอลา ปี 2025

10 ม.ค.มาดูโรสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สามหลังการเลือกตั้งที่มีข้อโต้แย้ง สหรัฐปฏิเสธผลการเลือกตั้งและย้ำข้อกล่าวหาเรื่องการโกงการเลือกตั้งอีกครั้ง

20 ม.ค.ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้งยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราว (TPS) ที่เคยคุ้มครองชาวเวเนซุเอลาประมาณ 600,000 คนในสหรัฐไม่ให้ถูกเนรเทศ

20 ก.พ.รัฐบาลทรัมป์กำหนดให้กลุ่มเทรน เดอ อารากัวของเวเนซุเอลาเป็น “องค์กรก่อการร้ายต่างชาติ” ทรัมป์อ้างว่าเทรน เดอ อารากัวเป็นกลุ่มที่อยู่ภายใต้การควบคุมของมาดูโร แม้ว่าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐระบุว่าไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่เชื่อมโยงกลุ่มนี้กับผู้นำเวเนซุเอลา

21 ก.พ.การากัสเห็นชอบประสานงานกับวอชิงตันผลักดันการเนรเทศครั้งใหญ่ของทรัมป์ และผู้อพยพกลุ่มแรกเดินทางถึงเวเนซุเอลา

26 ก.พ.ทรัมป์ยกเลิกข้อตกลงสัมปทานน้ำมันของเวเนซุเอลาที่ไบเดนเคยให้ไว้

24 มี.ค.ทรัมป์กำหนดภาษี 25%สำหรับประเทศที่ซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลา

8 ส.ค.สหรัฐกำหนดให้มาดูโรเป็น“ผู้นำก่อการร้ายระดับโลก” ของกลุ่มคาร์เทล เด โลส โซเลสเพิ่มเงินรางวัลสำหรับการจับกุมสองเท่าเป็น 50 ล้านดอลลาร์

ก.ย.-พ.ย.วอชิงตันได้เริ่มปฏิบัติการ “ต่อต้านยาเสพติด” ทางทะเลในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อวันที่ 2 ก.ย.นับตั้งแต่นั้นมา มีการโจมตีเรือต้องสงสัยว่าบรรทุกยาเสพติดอย่างน้อย 21 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 83 คน

15 ต.ค.ทรัมป์ยืนยันอนุมัติให้ซีไอเอปฏิบัติการลับในเวเนซุเอลา

8 ต.ค.เวเนซุเอลาระงับข้อตกลงก๊าซกับตรินิแดดและโตเบโก เพราะให้เรือรบสหรัฐไปจอด

12 พ.ย. เวเนซุเอลาซ้อมรบทั่วประเทศ

14 พ.ย.สหรัฐประกาศปฏิบัติการ “หอกใต้”ส่งกำลังทหารไปประจำการใกล้อเมริกาใต้

14-16 พ.ย.สหรัฐส่งUSS Gerald R Fordเรือบรรทุกเครื่องบินใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมด้วยเรือรบอื่นๆ ทหารหลายพันนาย และเครื่องบินรบ F-35 ไปยังทะเลแคริบเบียน

22 พ.ย.สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA) ออกประกาศแจ้งเตือนการปฏิบัติภารกิจทางอากาศ (NOTAM) ให้สายการบินต่างๆ ทราบถึงอันตรายในน่านฟ้าเวเนซุเอลาเนื่องจาก “กิจกรรมทางทหารที่เพิ่มสูงขึ้น” รวมถึงการรบกวนสัญญาณ GPS สายการบินจึงพากันระงับเที่ยวบินไปยังเวเนซุเอลา