นักวิเคราะห์มองโค่นผู้นำเวเนซุเอลาไม่สะเทือนตลาดน้ำมันในระยะสั้น

เหล่านักวิเคราะห์มอง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โค่นประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ประเทศที่ร่ำรวยน้ำมัน ไม่น่าสะเทือนตลาดพลังงานในระยะอันใกล้นี้
อาร์เน โลห์มันน์ ราสมุสเซน หัวหน้านักวิเคราะห์และหัวหน้าฝ่ายวิจัยของ A/S Global Risk Management กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่าแม้ การโจมตีของสหรัฐ จะใหญ่อย่างคาดไม่ถึงแต่ตลาดก็รับรู้ไปเรียบร้อยแล้วว่า ความขัดแย้งนี้จะส่งผลต่อ การส่งออกน้ำมัน
ราสมุสเซน กล่าวต่อไปว่า เวเนซุเอลา หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งโอเปค มีแหล่งน้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วใหญ่ที่สุดในโลก แต่ปัจจุบันผลิตน้ำมันได้ไม่ถึงหนึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งไม่ถึง 1% ของผลผลิตน้ำมันทั้งโลก ส่งออกน้ำมันเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของผลผลิต หรือประมาณ 500,000 บาร์เรล
ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ตลาดน้ำมันโลกมีปริมาณล้นตลาดและความต้องการค่อนข้างอ่อนแอ ซึ่งเป็นรูปแบบปกติในไตรมาสแรกของปี
นักวิเคราะห์รายนี้ ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ จะปรับตัวขึ้นเพียงประมาณ 1 ถึง 2 ดอลลาร์ หรืออาจน้อยกว่านั้น เมื่อตลาดซื้อขายล่วงหน้าเปิดทำการในคืนวันอาทิตย์ (4 ม.ค.) ราคาน้ำมันเบรนต์จะลดลงเล็กน้อยในสัปดาห์หน้าเมื่อเทียบกับราคาปิดเมื่อวันศุกร์ ซึ่งอยู่ที่ 60.75 ดอลลาร์
“แม้ว่านี่จะเป็นเหตุการณ์ทางภูมิศาสตร์การเมืองครั้งใหญ่ที่โดยปกติแล้วคุณน่าจะคาดหวังว่าจะส่งผลดีหรือทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือยังมีน้ำมันมากเกินไปในตลาด และนั่นคือเหตุผลที่ราคาน้ำมันจะไม่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว” ราสมุสเซนสรุป
บ๊อบ แมคแนลลี นักวิเคราะห์จาก Rapidan Energy กล่าวว่า เขาเพิ่งแนะนำลูกค้าก่อนสุดสัปดาห์นี้ว่า ผลผลิตหนึ่งในสามของเวเนซุเอลากำลังตกอยู่ในความเสี่ยง แม้ไม่คาดว่าผลผลิตจากเวเนซุเอลาทั้งหมดจะหายไป แต่ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงมากนักต่อ ตลาดน้ำมัน ในระยะสั้น
ตลาดน้ำมันปี 2025 ตกต่ำมากที่สุดเมื่อเทียบเป็นรายปีในรอบห้าปี ราคาน้ำมันเบรนท์ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานโลก ลดลงประมาณ 19% ในปีที่แล้ว ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐลดลงเกือบ 20% ตลาดได้รับแรงกดดันจากการที่กลุ่มโอเปคพลัสเพิ่มกำลังการผลิตหลังจากลดการผลิตมาหลายปี สหรัฐก็ผลิตน้ำมันในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มากกว่า 13.8 ล้านบาร์เรลต่อวันเช่นกัน
เหล่านักวิเคราะห์เผยว่า ราคาน้ำมันอาจลดลงอีกเมื่อรัฐบาลเวเนซุเอลาถูกโค่น เพิ่มความเป็นไปได้ว่าผลผลิตของประเทศจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในที่สุด
ซอล คาโวนิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านพลังงานของ MST Financial ประเมินว่า การส่งออกอาจแตะระดับ 3 ล้านบาร์เรลในระยะกลาง หากรัฐบาลเวเนซุเอลาชุดใหม่นำไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและนักลงทุนต่างชาติกลับมา
“แม้สถานการณ์ในเวเนซุเอลาอาจส่งผลกระทบต่อตลาดในตอนแรก แต่สถานการณ์ก็แย่มากอยู่แล้ว ดังนั้นจากนี้ไปจึงมีแต่จะดีขึ้นเท่านั้น” เดวิด โกลด์วิน ที่ปรึกษาอุตสาหกรรมพลังงาน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน สมัยรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามาให้ความเห็น
ตามการแถลงข่าวของทรัมป์เมื่อวันเสาร์ (3 ม.ค.)การห้ามซื้อขายน้ำมันเวเนซุเอลายังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป บริษัทน้ำมันสหรัฐจะลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ฟื้นฟูภาคพลังงานของเวเนซุเอลา แต่ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าบริษัทใดจะเข้ามาลงทุนหรือลงทุนอย่างไร และไม่ได้ชี้แจงชัดเจนเรื่องที่สหรัฐจะบริหารเวเนซุเอลาชั่วคราวด้วย “กลุ่มหนึ่ง”
โกลด์วินกล่าวต่อเป็นเรื่องยากจะคาดเดาว่าบริษัทน้ำมันของสหรัฐจะลงทุนหรือไม่ เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับรัฐบาลชั่วคราวและรัฐบาลในอนาคตของเวเนซุเอลา
“ทุกสิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจากอิรัก อัฟกานิสถาน และประเทศอื่นๆ คือ การเปลี่ยนผ่านนั้นยากลำบาก ไม่มีบริษัทใดต้องการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์สำหรับการดำเนินงานระยะยาว จนกว่าพวกเขาจะรู้เงื่อนไข และพวกเขาจะไม่รู้เงื่อนไขจนกว่าจะรู้ว่ารัฐบาลจะเป็นอย่างไร” โกลด์วินกล่าวและว่า บริษัทต่างๆ เช่น แอกซอนโมบิล ยังคงรอเก็บหนี้จาก Petróleos de Venezuela S.A. (PDVSA) บริษัทน้ำมันแห่งชาติเวเนซุเอลา
แมคแนลี จาก Rapidan Energy กล่าวเสริมนี่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนสำหรับบริษัทน้ำมันของสหรัฐผู้ผลิตน้ำมันยังไม่ลืมเหตุการณ์ที่ถูกขับออกจากเวเนซุเอลาในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เมื่อรัฐบาลการากัสยึดทรัพย์สินของบริษัทน้ำมันต่างชาติอย่างไรก็ตาม การเข้าถึงแหล่งสำรองน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะเป็นเรื่องที่ “เย้ายวนใจ” สำหรับบริษัทน้ำมันสหรัฐหากมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
แต่การลงทุนจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีและเงินหลายพันล้านดอลลาร์ ส่วนจะคุ้มค่าหรือไม่นั้นแมคแนลลีกล่าวว่า อยู่ที่คำถามเดียวนั่นคือ โลกต้องการน้ำมันมากขนาดนั้นหรือไม่
“ปลายปีที่แล้วนี่เอง ที่ตลาดเห็นตรงกันว่าความต้องการใช้น้ำมันหยุดเติบโตภายในสี่ปีเนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้า นโยบายประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” แมคแนลลีกล่าว
แต่เมื่อสหรัฐและประเทศอื่นๆ อาทิ จีนและแคนาดาผ่อนคลายนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลง และยอดขายรถอีวีตก โอกาสการลงทุนในเวเนซุเอลาจึงน่าสนใจมากขึ้นมาก
“ทันใดนั้นคุณก็เริ่มพูดว่า ‘โอ้โห! เราต้องใช้น้ำมันเพิ่มแล้ว’ ” นักวิเคราะห์รายนี้สรุป







