ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย ค้านทรัมป์ 'โจมตี-ปกครอง' เวเนฯ ชี้เป็นการ 'กระทำสงคราม'

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย คัดค้านทรัมป์ 'โจมตี-ปกครอง' เวเนซุเอลา ชี้เป็นการ 'กระทำสงคราม' และเป็นปฏิบัติการที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพันธมิตรได้ออกมาปกป้องการโจมตีของสหรัฐต่อเวเนซุเอลา และการปลดประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ออกจากอำนาจ ท่ามกลางเสียงประณามเป็นวงกว้างว่าการกระทำดังกล่าวละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ทรัมป์เผยกับสื่อเมื่อวันเสาร์ (3 ม.ค.) ว่า มาดูโรถูกจับตัวแล้วหลังจากสหรัฐโจมตีการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลาจากข้อกล่าวหาว่าเขาปฏิบัติการก่อการร้ายยาเสพติดที่ร้ายแรงต่อสรัฐ
ทรัมป์บอกว่ารัฐบาลสหรัฐจะบริหารประเทศในอเมริกาใต้แห่งนี้ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และให้คำมั่นสัญญาว่าประชาชนเวเนซุเอลาจะกลับมา “ร่ำรวย เป็นอิสระ และปลอดภัย”
แต่แคลร์ ฟิงเคิลสไตน์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียได้คัดค้านคำกล่าวอ้างของรัฐบาลทรัมป์ในการปกป้องการโจมตีและการโค่นล้มมาดูโร รวมถึงแผนการเข้าควบคุมเวเนซุเอลา
“ฉันไม่คิดว่าจะมีหลักพื้นฐานใดภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่หนุนการกระทำในช่วงค่ำคืนของรัฐบาลสหรัฐ” ฟิงเคิลสไตน์ ให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีราห์ และอธิบายว่าการโจมตีเป็นการใช้กำลังอย่างผิดกฎหมายและละเมิดอธิปไตยเวเนซุเอลา
“มาดูโรมีสิทธิในเขตอำนาจศาลส่วนบุคคล ดังนั้นจึงไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดอธิปไตยของเวเนซุเอลาเท่านั้น แต่ยังเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิระหว่างประเทศของเขาด้วย”
อนึ่ง กฎหมายระหว่างประเทศ หลายฉบับ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ ห้ามมิให้รัฐโจมตีประเทศอื่นโดยปราศจากการยั่วยุ
กฎบัตรสหประชาชาติ ระบุว่า “สมาชิกทุกประเทศต้องงดเว้นการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐใด ๆ หรือในลักษณะอื่นใดที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสหประชาชาติ”
ด้านทอม คอตตอน สมาชิกสภาคองเกรสซึ่งเป็นพันธมิตรคนสำคัญของทรัมป์โพสต์ในโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ แสดงการสนับสนุนความเคลื่อนไหวต่อผู้นำเวเนซุเอลา
“นิโลคัสมาดูโร ไม่ใช่แค่เผด็จการนอกกฎหมายเท่านั้น แต่เขายังดำเนินธุรกิจค้ายาเสพติดขนาดใหญ่ด้วย” คอตตอนระบุ
ทั้งนี้ ก่อนมาดูโรถูกจับกุม เขาเคยเปรยไว้ว่าเขาเปิดโอกาสหารือกับสหรัฐเรื่องการค้ายาเสพติด และได้กล่าวโทษรัฐบาลทรัมป์ว่าพยายามโค่นล้มเขา และยึดครองแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ของเวเนซุเอลา
สหรัฐไม่มีสิทธิ์แทรกแซง
ด้านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต เรียกร้องคำตอบจากรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับเป้าหมายในเวเนซุเอลา และกล่าวหาประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันว่า พยายามก่อสงครามโดยมิชอบด้วยกฎหมายซึ่งปราศจากการพิจารณาจากรัฐสภา
อนึ่ง ภายใต้รัฐธรรมนูญของสหรัฐ มีเพียงรัฐสภาเท่านั้นที่มีอำนาจในการประกาศสงคราม แต่อำนาจรัฐสภานั้นอ่อนแอลงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐได้โจมตีทางทหารทั่วโลกในช่วงที่เรียกว่า “สงครามต่อต้านก่อการร้าย” โดยอาศัยอำนาจของรัฐสภาที่ถูกตีความกว้างมาก
เกรกอรี มีกส์ สมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูงสุดในคณะกรรมการกิจการต่างประเทศของสภา กล่าวว่า แม้ฝ่ายบริหารของทรัมป์จะอ้างและปกป้องการโจมตีของตน แต่มีกส์แย้งว่า “ยังไม่มีภัยคุกคามจากเวเนซุเอลาที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสหรัฐ” และแน่นอนว่าไม่ใช่ภัยคุกคามที่สหรัฐจะสามารถดำเนินการทางทหารโดยปราศจากอำนาจของรัฐสภาอย่างชอบธรรม
“การกระทำเหล่านี้ละเมิดทั้งกฎหมายของสหรัฐและกฎหมายระหว่างประเทศ ตามที่ทรัมป์ยอมรับด้วยตนเอง นี่ไม่ใช่ปฏิบัติการที่มีขอบเขตจำกัด” มีกส์ระบุในแถลงที่แชร์ในโซเชียลมีเดีย
ฟิงเคิลสไตน์ จากมหาวทิยาลัยเพนซิลเวเนียสนับสนุนความเห็นของมีกส์
“มันเป็นการกระทำที่เป็นสงครามต่อเวเนซุเอลา และเราไม่มีข้ออ้างเรื่องการป้องกันตนเองได้ปกติและสร้างความชอบธรรมให้กับการข้ามขั้นตอน(อนุมัติ)จากรัฐสภา”
ฟิงเคิลสไตน์บอกด้วยว่า แม้เชื่อว่าสหรัฐกำลังตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงจากการค้ายาเสพติด แต่ก็ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนถึงกับเป็นสาเหตุที่ทำให้ประธานาธิบดีดำเนินการฝ่ายเดียว ไม่ผ่านรัฐสภาและขอความเห็นชอบจากรัฐสภา
ศาสตราจารย์จาก ม.เพนซิลเวเนีย ยังคัดค้านแผนของทรัมป์ที่สหรัฐจะบริหารเวเนซุเอลา โดยบอกว่าเป็น การกระทำที่ “ผิดกฎหมายอย่างยิ่ง”
“รัฐต่างๆ มีสิทธิในอธิปไตย และคุณไม่สามารถบุกรุกและยึดครองพวกเขาได้” ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายกล่าว และว่า แม้มาดูโรจะล่มสลายลงด้วยตัวเขาเอง และสหรัฐไม่ได้เป็นผู้ทำให้เกิดเหตุการณ์นั้น สหรัฐก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปแทรกแซงหรือเริ่มบริหารปกครองรัฐบาลของพวกเขาเอง
“ประชาธิปไตยตั้งอยู่บนหลักการที่ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดและประชาชนเป็นผู้เลือกผู้นำของตนเอง และนี่คือสิ่งที่เราควรส่งเสริมในลาตินอเมริกาและอเมริกาใต้ ไม่ใช่พยายามบ่อนทำลาย”







