เงินเฟ้อพื้นฐานญี่ปุ่นพุ่งแตะ 3.2% สูงสุดรอบ 3 ปี หนุน BOJ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง คาดรอบประชุม ธ.ค. ขยับอีกระลอก
มาตรวัดเงินเฟ้อพื้นฐานของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี และอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ผู้กำหนดนโยบายการเงินเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป
รายงานของ BOJ ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคที่ไม่รวมราคาอาหารสดและปัจจัยพิเศษในเดือน ก.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 2.6% ในเดือนก่อนหน้า
ฟันธง ธ.ค. นี้ ขยับดอกเบี้ย
ตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่า BOJ มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในระยะใกล้นี้ หลังจากเพิ่งเดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงินด้วยอัตราเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990 โดยขยับต้นทุนการกู้ยืมขึ้นสู่ระดับ 1.25% เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา
สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในวันศุกร์นี้ ตลาดคาดว่า BOJ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม ทว่าอาจมีการส่งสัญญาณหรือประกาศอย่างเป็นทางการว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานบรรลุเป้าหมาย 2% แล้ว หลังจากตั้งเป้าหมายดังกล่าวนี้มานานกว่า 13 ปี
ผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์โดย Bloomberg ชี้ว่า กว่า 80% คาดการณ์ตรงกันว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน ธ.ค. ขณะที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญคนใดคาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันศุกร์นี้
ปัจจัยหนุนเงินเฟ้อเร่งตัว
ตัวเลขเงินเฟ้อที่คำนวณได้นี้ได้แยกผลกระทบจากมาตรการอุดหนุนค่าน้ำมันและค่าสาธารณูปโภคของภาครัฐออกไปแล้ว ซึ่งมาตรการดังกล่าวช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและกดดันให้ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปชะลอตัวลง
โดยข้อมูลของรัฐบาลที่รายงานเมื่อสัปดาห์ก่อนระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคที่ไม่รวมอาหารสดขยายตัว 2.1% ในเดือน ก.ย.
นอกจากนี้ ดัชนีราคาผู้ผลิตภาคบริการของญี่ปุ่นในเดือน ก.ย. ยังเร่งตัวขึ้นเช่นกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากความตึงเครียดของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจระยะหลังของญี่ปุ่นล้วนมีทิศทางสนับสนุนแนวทางขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ได้ระบุไว้เมื่อช่วงต้นเดือนนี้เพื่อส่งสัญญาณถึงความตั้งใจในการคุมเข้มนโยบายการเงินว่า "เราไม่สามารถยอมรับการปรับตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานได้อีกต่อไป เนื่องจากตัวเลขขยับเข้าใกล้ระดับเป้าหมาย 2% มากแล้ว"





