อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของประเทศญี่ปุ่นในเดือน ก.ย. พุ่งขึ้นแตะ 2.1% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
KEY POINTS
- อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นในเดือนกันยายนพุ่งขึ้นแตะ 2.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
- ปัจจัยหลักที่กดดันเงินเฟ้อมาจากต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นต่อเนื่องจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า และผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนพลังงาน
- การที่เงินเฟ้อเร่งตัวสูงกว่าเป้าหมาย 2% ทำให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของประเทศญี่ปุ่นในเดือนกันยายนที่ผ่านมาพุ่งขึ้นแตะ 2.1% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงกดดันหลักมาจากต้นทุนการนำเข้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า และผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้
ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.1% และดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมทั้งราคาอาหารสดและพลังงาน (Core-core inflation) ซึ่งเป็นมาตรวัดสำคัญที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นใช้ในการพิจารณานโยบายการเงินนั้น พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 2.4%
อภิจิต สุริยะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจาก Capital Economics ระบุว่า การเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อในรอบนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง ทั้งที่ราคาอาหารสดชะลอตัวลงอย่างมาก และราคาสินค้าหมวดพลังงานยังคงอยู่ในภาวะเงินฝืด แม้ว่าราคาข้าวจะปรับตัวลดลงถึง 20.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งอัตราเงินเฟ้อในหมวดสินค้าบริโภคโดยรวมที่พุ่งขึ้นจาก 2.6% เมื่อเดือนสิงหาคมสู่ 2.8% ได้
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งเกิดจากต้นทุนพลังงานระลอกใหม่ยังคงส่งผลกระทบทางอ้อม โดยเงินเฟ้อในหมวดสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ เร่งตัวขึ้นสู่ 3.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือน ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานสำหรับผู้บริโภคในเดือนกันยายนปรับตัวลดลง 0.6% และมีทิศทางลดลงตลอดทั้งปีนี้ แม้จะมีปัจจัยกดดันจากสงครามอิหร่าน เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากมาตรการอุดหนุนของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ
ส่วนดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลง 1.62% เมื่อวันศุกร์ ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 156.15 เยนต่อดอลลาร์ การเร่งตัวของเงินเฟ้อเหนือเป้าหมาย 2% นี้อาจกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ BOJ พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคมนี้ หลังจากที่เพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไป 0.25% เมื่อเดือนกันยายน ซึ่งดันให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายพุ่งแตะระดับ 1.25% สูงสุดในรอบ 3 ทศวรรษ
รายงานข้อมูลจากรัฐบาลระบุเพิ่มเติมว่า อัตราเงินเฟ้อได้รับแรงกดดันหลักจากการปรับขึ้นราคาของสินค้าคงทนและค่าบริการสาธารณูปโภค ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในภาคบริการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.2% มาอยู่ที่ 1.5%
ทางด้าน ซัตสึคิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวต่อรัฐสภาว่า ญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านไปสู่อัตราเงินเฟ้อระยะยาว ซึ่งขับเคลื่อนโดยการเพิ่มขึ้นของค่าจ้าง แม้จะยอมรับว่าต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นมีส่วนทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นด้วยก็ตาม
ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบของญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากจำเป็นต้องเปลี่ยนไปซื้อพลังงานจากสหรัฐ ซึ่งมีราคาสูงกว่า เพื่อทดแทนการนำเข้าจากผู้ผลิตในภูมิภาคตะวันออกกลางอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในอิหร่าน ประกอบกับความอ่อนแอของค่าเงินเยนยิ่งทำให้ต้นทุนการจัดหาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม เมื่อสมาชิกรัฐสภาสอบถามว่าแผนการลดภาษีของรัฐบาลอาจขัดแย้งกับความพยายามของธนาคารกลางในการต่อสู้กับเงินเฟ้อด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ คาตายามะ ยืนยันว่าไม่พบช่องว่างระหว่างมุมมองของรัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในเรื่องดังกล่าว
ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นได้เริ่มเปิดอภิปรายร่างกฎหมายลดภาษีการบริโภค สำหรับสินค้าประเภทอาหารลงเหลือ 1% จากเดิม 8% เป็นระยะเวลา 2 ปี รวมถึงการบรรจุข้อกำหนดเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือเยียวยาแรงงานตามระดับรายได้ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนด้วย





