แบงก์ยักษ์อังกฤษ Barclays เตรียมปรับลดพนักงาน 5,000 ตำแหน่ง หันพึ่งพาเทคโนโลยีเอไอ (AI) เพื่อลดต้นทุนระยะยาว หลังผลประกอบการไตรมาส 3 พลาดเป้า เหตุรายได้ฝั่งซื้อขายตราสารหนี้ทรุดหนักสุดในวอลล์สตรีท
Barclays Plc ธนาคารยักษ์ใหญ่ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ในหลายตัวชี้วัดสำคัญ ปัจจัยหลักมาจากการชะลอตัวอย่างหนักของกลุ่มธุรกิจซื้อขายตราสารหนี้ ซึ่งเข้ามากดดันและบดบังความสำเร็จของฝั่งซื้อขายตราสารทุนที่เติบโตอย่างโดดเด่น
ซีเอส เวนกาตาคริชนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Barclays เปิดเผยว่า ธนาคารมีแผนนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในวงกว้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อย่างไรก็ตาม เขามองว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นเพียง "ครีมแต่งหน้าเค้ก" หรือส่วนเสริมเท่านั้น ไม่ใช่แก่นหลักของธุรกิจธนาคาร
เทรนด์แบงก์แห่ลดคน ดัน AI แทนที่
การประกาศเลิกจ้างของ Barclays สะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมธนาคารระดับโลกที่กำลังมุ่งสู่ระบบอัตโนมัติ โดยดำเนินรอยตามธนาคารคู่แข่งอย่าง HSBC Holdings Plc ที่กำลังพิจารณาลดตำแหน่งงานมากถึง 20,000 ตำแหน่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และ Standard Chartered Plc ที่เตรียมหั่นพนักงานสายสนับสนุนลงกว่า 15% ภายในปี 2030
สำหรับการปรับลดกำลังคน 5,000 ตำแหน่งของ Barclays ในครั้งนี้ กว่า 60% จะพุ่งเป้าไปที่พนักงานในส่วนงานสนับสนุน (Back Office) รวมถึงกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยธนาคารได้ทยอยเลิกจ้างไปแล้วราว 1,000 ตำแหน่งในช่วงครึ่งปีแรก และจะดำเนินการส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้ยอดพนักงานทั่วโลก ณ สิ้นปี 2025 อยู่ที่ราว 93,000 คน
ความเคลื่อนไหวเพื่อลดต้นทุนดังกล่าว ส่งผลบวกต่อมุมมองของนักลงทุน โดยดันให้ราคาหุ้นของ Barclays ในตลาดลอนดอนพลิกกลับมาบวก 0.8% หลังจากที่ปรับตัวร่วงลงไปในช่วงแรก
ยอมเฉือนเนื้อ ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
การยกเครื่ององค์กรครั้งนี้ ทำให้ธนาคารต้องบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษในงวดปีนี้สูงถึง 600 ล้านปอนด์ ซึ่งมากกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้เกือบเท่าตัว เพื่อแลกกับการลดต้นทุนการดำเนินงานในอนาคต
ขณะนี้นักลงทุนกำลังจับตาดูความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของธนาคารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกพบว่าธนาคารมีค่าใช้จ่ายพุ่งสูงเกินคาด แม้ว่าจะเพิ่งประกาศโครงการลดต้นทุนรอบใหม่ไปเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงยืนยันเป้าหมายระยะยาว พร้อมประกาศเดินหน้าโครงการรับซื้อหุ้นคืน (Stock Buyback) มูลค่า 500 ล้านปอนด์
พิษดอกเบี้ย-เศรษฐกิจมหภาค ทุบรายได้ตราสารหนี้
เมื่อเจาะลึกลงไปในกลุ่มธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment Banking) พบว่า รายได้จากการซื้อขายตราสารหนี้และเงินตราต่างประเทศ (FICC) ร่วงลงถึง 19% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1.01 พันล้านปอนด์ (ราว 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้
แม้ทีมเทรดเดอร์ฝั่งตราสารทุนจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีรายได้พุ่งทะยาน 47% ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งเป็นปีที่ Barclays เข้าซื้อกิจการ Lehman Brothers แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยการร่วงลงของฝั่งตราสารหนี้ได้ ส่งผลให้ภาพรวมรายได้ธุรกิจวาณิชธนกิจพลาดเป้าไปเล็กน้อย ปิดที่ 3.13 พันล้านปอนด์ ขณะที่ธุรกิจธนาคารรายย่อย (Retail Bank) ทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับทรงตัว
นายเวนกาตาคริชนัน ยอมรับว่าผลงานฝั่ง FICC "ค่อนข้างน่าผิดหวัง" โดยอธิบายว่าสะท้อนถึงการชะลอตัวของการทำธุรกรรมของลูกค้า ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยสูง ประกอบกับเจอแรงกดดันซ้ำเติมจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคในเดือน ก.ย.
เผชิญวิบากกรรมเดียวกันทั้งวอลล์สตรีท
ภาวะซบเซาของตลาดตราสารหนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ Barclays เพียงแห่งเดียว แบงก์คู่แข่งรายใหญ่ในสหรัฐฯ อย่าง JPMorgan, Goldman Sachs และ Bank of America ต่างก็เผชิญความท้าทายในลักษณะเดียวกัน โดยมีรายได้ฝั่งตราสารหนี้หดตัวลงถึง 17% จากผลกระทบของดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งไปกดดันมูลค่าของตราสารหนี้เดิม และลดแรงจูงใจในการลงทุนของลูกค้า
นอกจากความท้าทายจากสภาวะตลาดแล้ว สถาบันการเงินในอังกฤษยังต้องเตรียมตั้งรับการปรับขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภายใต้แผนงบประมาณใหม่ของรัฐบาลพรรคแรงงานในสัปดาห์หน้า ซึ่งรัฐบาลมุ่งเป้าดึงรายได้ส่วนนี้ไปสมทบทุนช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่ภาคครัวเรือนต่อไป





