วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 19 October 2026

ราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และตะวันออกกลางที่ยังคงตึงเครียด

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 19 October 2026

รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (16 - 22 ต.ค. 69)

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวน จากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนที่ยังคงตึงเครียด เนื่องจากยูเครนกลับมาโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากสหรัฐฯ พิจารณาแผนโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ปรับกลยุทธ์การโจมตีเรือและอาจขยายขอบเขตปฏิบัติการทางทะเล ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ กำลังพิจารณาผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรกองเรือเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่งน้ำมันและบรรเทาปัญหาค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

• สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงตึงเครียด เนื่องจากยูเครนกลับมาโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียอีกครั้ง โดยพุ่งเป้าไปยังโรงกลั่นแห่งหนึ่งในแคว้น Ryazan ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ภายในพื้นที่โรงกลั่น การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีแสดงความไม่พอใจต่อการที่สหรัฐฯ ระงับการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองให้ยูเครนเพื่อใช้ในการป้องกันและโจมตีรัสเซีย

ทั้งนี้ การสู้รบระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง แม้ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ จะระบุว่ารัสเซียและยูเครนได้บรรลุข้อตกลงพักรบด้านพลังงาน ประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า ยูเครนยังไม่ได้รับคำมั่นจากรัสเซียในการยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ขณะที่ยูเครนได้หยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียในช่วงที่ผ่านมา แต่รัสเซียยังคงโจมตีสถานีก๊าซและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานของยูเครนอย่างต่อเนื่อง   ด้านโฆษกรัสเซียระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเพียงพอ จึงไม่สามารถสรุปได้ว่ารัสเซียได้ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว

• สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้น เนื่องจากมีรายงานว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้จัดทำแผนการโจมตีชุดใหม่ต่ออิหร่าน ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้ระเบิด GBU-43/B Massive Ordnance Air Blast Bomb (MOAB) ซึ่งเป็นหนึ่งในระเบิดแบบไม่ใช่นิวเคลียร์ที่มีอานุภาพรุนแรงที่สุดในคลังอาวุธของสหรัฐฯ เพื่อโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ที่สำคัญของอิหร่าน

หากประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งให้กลับมาปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวด้านการทหารบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า MOAB อาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการทำลายเป้าหมายที่อยู่ลึกใต้ดิน  เช่น โครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์บางแห่งของอิหร่าน แต่การพิจารณาใช้อาวุธดังกล่าวสะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจยกระดับแรงกดดันทางทหารต่ออิหร่านอีกครั้ง

• สถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากอิหร่านใช้ยุทธวิธีใหม่ในการโจมตีเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูงและขัดขวางความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการกดดันราคาน้ำมันโลกให้ปรับลดลง

โดยยุทธวิธีใหม่นี้ครอบคลุมทั้งการเปลี่ยนรูปแบบและการเพิ่มความถี่ในการโจมตีผ่านการใช้เรือขนาดเล็กที่ไม่มีอาวุธเป็นหน่วยสอดแนม เพื่อระบุและชี้เป้าเรือ การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังระบบเรดาร์ที่ใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของเรือได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อิหร่านยังเปิดเผยอีกว่า อิหร่านมีแผนขยายขอบเขตปฏิบัติการจากช่องแคบฮอร์มุซไปยังอ่าวโอมาน (Gulf of Oman) รวมถึงพื้นที่ทางทะเลอื่น ๆ ในภูมิภาคอีกด้วย
 
• ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อกองเรือเงา (Shadow Fleet) ที่เคยใช้ขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลา เพื่อลดค่าระวางเรือขนส่ง (Freight Rate) ที่ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมาตรการดังกล่าวจะอนุญาตให้เรือเหล่านี้ขนส่งเฉพาะน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรเท่านั้น

การพิจารณาดังกล่าวมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อน้ำมันดีเซลของรัสเซียเป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก  Energy Aspects คาดว่าการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อกองเรือเงาอาจไม่ส่งผลให้ค่าระวางเรือปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลางมากขึ้น

สถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (8 – 15 ต.ค. 69)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 4.61 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 94.56 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 4.28 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 105.81 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น

หลังจากเกิดเหตุโจมตีกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 69 รวมถึงการโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติ คิงคาลิดของซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย รวมถึงพลเมืองสหรัฐฯ 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 300 ราย นับเป็นเหตุโจมตีซาอุดิอาระเบียที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

นอกจากนี้ หน่วยงานด้านการเดินเรือของสิงคโปร์เปิดเผยว่า เรือบรรทุกสินค้า GFS Pride อับปางในช่องแคบฮอร์มุซหลังถูกโจมตีระหว่างเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว ขณะที่เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติสิงคโปร์อีกลำหนึ่งก็ตกเป็นเป้าการโจมตีเช่นกัน

ด้านผู้บัญชาการกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า เรือทุกลำที่เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะถูกจัดเป็น “เป้าหมายที่เป็นภัยคุกคาม” (Hostile Target) และอาจเผชิญการตอบโต้ทางทหาร โดยอิหร่านเปิดเผยว่าได้ดำเนินการโจมตีเรือพาณิชย์แล้ว 6 ลำ ในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) ในเดือน ก.ย. 69 ปรับเพิ่มขึ้นราว 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวันจากเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 39.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากการเพิ่มกำลังการผลิตของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุปทานน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวอาหรับในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญความเสี่ยงและข้อจำกัดจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตกอย่างต่อเนื่องก็ตาม