เปิดอนาคตการเงินโลกยุค AI เมื่อเทคโนโลยีพลิกโฉมธุรกรรม 24 ชั่วโมง เปิดทางให้ AI บริหารเงินแทนมนุษย์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือน ‘ระเบิดเวลาลูกใหม่’ หาก AI ของธนาคารทั่วโลกตัดสินใจกักตุนสภาพคล่อง หรือเทขายพร้อมกัน อาจจุดชนวนวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ด้วยความเร็วที่มนุษย์ไม่ทันตั้งตัว
จะเกิดอะไรขึ้น หากวันหนึ่ง “AI” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ตลาดการเงิน แต่ก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้ตัดสินใจ” บริหารเงินทุนและเคลื่อนย้ายสินทรัพย์แทนมนุษย์โดยอัตโนมัติ? โลกการเงินอาจเข้าสู่ยุคใหม่ที่เงินหลายล้านล้านดอลลาร์สามารถเคลื่อนย้ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความเร็วสูงระดับเครื่องจักร โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากมนุษย์อีกต่อไป
ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) และการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัล (Tokenization) ที่กำลัง “พลิกโฉมระบบการเงินโลก” ทว่าเบื้องหลังความสะดวกและรวดเร็วกลับซ่อน “ความเสี่ยงครั้งใหญ่” เพราะหาก Agentic AI ของสถาบันการเงินจำนวนมากตรวจพบสัญญาณอันตรายเดียวกัน และตัดสินใจกักตุนหรือถอนสภาพคล่องพร้อมกัน อาจทำให้เงินทุนในตลาดเหือดหายฉับพลัน จนมนุษย์ไม่ทันรับมือ
ผู้เชี่ยวชาญการเงินระดับโลกจึงเตือนว่า “การตัดสินใจพร้อมกันของ AI จำนวนมหาศาล” อาจกลายเป็นชนวนวิกฤติการเงินครั้งใหม่ที่ลุกลามได้อย่างรวดเร็วทั่วโลก
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นถกบนเวทีเสวนาว่าด้วยอนาคตโครงสร้างพื้นฐานตลาดการเงินและเทคโนโลยี Tokenization ภายในงานประชุม IMF–World Bank 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงินและองค์กรกำกับดูแลชั้นนำระดับโลกเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง 4 คน ได้แก่
1. นาวีน มัลเลลา (Naveen Mallela) หัวหน้าฝ่ายการชำระเงินระดับโลก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด
2. อลัน ลิม (Alan Lim) ผู้อำนวยการสำนักงานโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและปัญญาประดิษฐ์ จากธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS)
3. วาเลรี อูร์แบ็ง (Valérie Urbain) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Euroclear ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานตลาดการเงินชั้นนำของยุโรป
4. เควิน หว่อง (Kevin Wong) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของระบบการเงินระดับโลกอย่าง SWIFT
สำหรับผู้ดำเนินรายการ คือ อาธานาซิออส วัมวาคิดิส (Athanasios Vamvakidis) รองผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและตลาดทุน จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
“กรุงเทพธุรกิจ” สรุปมุมมองสำคัญจากเวทีเสวนา ซึ่งฉายภาพอนาคตระบบการเงินโลก ตลอดจนโอกาสและความเสี่ยงจากการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีเหล่านี้ ดังนี้
ยุคการเงินไร้รอยต่อ เงิน-สินทรัพย์เคลื่อนย้ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง
โลกการเงินกำลังเข้าใกล้ “การปฏิวัติครั้งใหญ่” เมื่อเทคโนโลยีบล็อกเชน และการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัล (Tokenization) กำลังเปิดทางให้เงินและสินทรัพย์เคลื่อนย้ายข้ามธนาคาร ข้ามเครือข่าย และข้ามพรมแดนได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ลดข้อจำกัดของระบบการเงินแบบดั้งเดิมที่ต้องพึ่งพาตัวกลางและกระบวนการชำระบัญชีหลายขั้นตอน
นาวีน ผู้แทนจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดชี้ว่า ความก้าวหน้าที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการทำให้โอนเงินได้รวดเร็วขึ้น เพราะปัจจุบันระบบชำระเงินแบบทันทีสามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว แต่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” คือการทำให้ธนาคารเข้าถึงสภาพคล่องได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องเผชิญข้อจำกัดในการจัดหาเงินทุนเหมือนที่ผ่านมา
ตัวอย่างเช่น ธนาคารที่ถือเงินดอลลาร์ฮ่องกงหรือดอลลาร์สิงคโปร์ อาจต้องการจัดหาเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างเร่งด่วนระหว่างวัน ซึ่งเทคโนโลยี Tokenization มีศักยภาพช่วยสร้างตลาดสภาพคล่องรูปแบบใหม่ ผ่านธุรกรรมซื้อคืนหลักทรัพย์และแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างวัน ทำให้การบริหารเงินทุนมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่ระบบธนาคาร แต่กำลังขยายเข้าสู่ตลาดทุน โดยวาเลรี ผู้แทนจาก Euroclear ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการรับฝากและชำระราคาหลักทรัพย์ชั้นนำของยุโรปเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสกำลังร่วมมือกับธนาคารกลางฝรั่งเศส (Banque de France) เพื่อแปลงตลาดตราสารหนี้ระยะสั้นภาคเอกชน (Commercial Paper) เป็นโทเคนดิจิทัล โดยครอบคลุมสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ผู้ออกตราสาร ผู้ค้าหลักทรัพย์ ไปจนถึงนักลงทุน หวังเพิ่มสภาพคล่องและลดความซ้ำซ้อนในการทำธุรกรรม
ด้านเควิน ผู้แทนจาก SWIFT มองว่า อนาคตการเงินไม่จำเป็นต้องย้ายทุกอย่างเข้าสู่บล็อกเชน แต่ควรเชื่อมเทคโนโลยีใหม่เข้ากับระบบเดิมที่ยังทำงานได้ดี โดยเป้าหมายสำคัญคือ การลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว และลดต้นทุนธุรกรรม
หนึ่งในสิ่งที่ผู้ร่วมเสวนาคาดหวังว่าจะลดลงอย่างมาก คือ “กระบวนการตรวจสอบกระทบยอดธุรกรรม” (Reconciliation) ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการตรวจสอบข้อมูลระหว่างระบบต่าง ๆ ให้ตรงกัน
นั่นหมายความว่า โลกการเงินในอนาคตอาจไม่ได้เปลี่ยนเพียงวิธีโอนเงิน แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเบื้องหลังการซื้อขายและเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ทั่วโลก
เมื่อ ‘AI’ ตัดสินใจแทนมนุษย์ ระวังวิกฤติสภาพคล่องความเร็วสูง
ทว่าเบื้องหลังความก้าวหน้าของระบบการเงินดิจิทัล กลับมีคำถามสำคัญว่า จะเกิดอะไรขึ้น หาก AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล แต่สามารถตัดสินใจเคลื่อนย้ายเงินทุนและสินทรัพย์แทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ?
นาวีน จากสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด มองว่า สถาบันการเงินควรเปิดทางให้ AI มีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้น แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการกำหนดวงเงิน คู่สัญญาที่อนุญาตให้ทำธุรกรรม และเงื่อนไขการเคลื่อนย้ายเงินทุน
เขาอธิบายว่า ปัจจุบันธนาคารมีระบบบริหารสภาพคล่องอัตโนมัติอยู่แล้ว เช่น การโอนเงินระหว่างบัญชีตามเงื่อนไขที่ลูกค้ากำหนด แต่ความแตกต่างสำคัญของ AI ยุคใหม่คือ ระบบไม่ได้เพียงทำตามคำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้า แต่สามารถประเมินสถานการณ์และตัดสินใจว่าจะดำเนินธุรกรรมเมื่อใดด้วยตัวเอง
ด้วยความสามารถอย่างล้ำดังกล่าว อาจนำมาซึ่ง “ความเสี่ยงครั้งใหม่” ที่รุนแรงกว่าระบบอัตโนมัติแบบเดิม โดยเฉพาะเมื่อ AI ของสถาบันการเงินจำนวนมากตอบสนองต่อสัญญาณตลาดในลักษณะเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น หาก AI ของธนาคารหลายแห่งตรวจพบสัญญาณความเสี่ยงทางเศรษฐกิจพร้อมกัน และต่างตัดสินใจกักตุนเงินสดหรือลดการปล่อยสภาพคล่องเพื่อปกป้องสถาบันของตนเอง อาจทำให้เงินทุนในตลาดหดตัวอย่างฉับพลัน จนสถาบันการเงินอื่นไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนที่จำเป็นได้
สิ่งที่น่ากังวลคือ AI แต่ละระบบอาจไม่ได้ทำงานผิดพลาดเลย แต่ “การตัดสินใจแบบเดียวกันของ AI จำนวนมาก” อาจกลับกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดวิกฤติสภาพคล่องทั้งระบบ ด้วยความเร็วที่มนุษย์ไม่ทันรับมือ
นาวีนจึงเสนอให้มีมาตรการควบคุมความเสี่ยงมากกว่าการกำหนดขอบเขตการทำงานของ AI แต่ละตัว โดยต้องมีทั้งระบบหยุดการทำงานฉุกเฉิน (Kill Switch) การทดสอบภาวะวิกฤติของระบบการเงิน (Systemic Stress Tests) และการให้มนุษย์เข้ามากำกับดูแลเมื่อจำเป็น
ขณะที่อลัน ผู้แทนหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินจากธนาคารกลางสิงคโปร์ชี้ว่า ความท้าทายสำคัญคือ การนำ AI ซึ่งตัดสินใจบนพื้นฐานของความน่าจะเป็น มาใช้กับระบบการเงินที่ต้องการผลลัพธ์แน่นอนและสามารถระบุผู้รับผิดชอบได้อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะในอนาคตที่ AI อาจไม่ได้ทำธุรกรรมกับมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่สามารถติดต่อและดำเนินธุรกรรมระหว่าง AI ด้วยกันเอง จึงจำเป็นต้องมีระบบยืนยันตัวตน ตรวจสอบขอบเขตอำนาจ ติดตามย้อนหลังได้ว่าใครเป็นผู้อนุญาตให้ AI ดำเนินการ และใครต้องรับผิดชอบหากเกิดความผิดพลาด
ด้านวาเลรี จากยูโรเคลียร์เห็นด้วยว่า การให้ AI ส่งคำสั่งทำธุรกรรมไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกปฏิเสธ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าคำสั่งมาจาก AI การมีระบบควบคุมความเสี่ยง และการกำหนดให้สถาบันการเงินที่ใช้ AI ยังคงต้องรับผิดชอบต่อธุรกรรมที่เกิดขึ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ AI จะเป็นผู้ตัดสินใจ แต่ความรับผิดชอบไม่สามารถถูกโอนให้เครื่องจักรได้
ท้ายที่สุด ผู้ร่วมเสวนาสะท้อนมุมมองร่วมกันว่า อนาคตของระบบการเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีจะสามารถทำธุรกรรมได้รวดเร็วเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกัน มีสภาพคล่องเพียงพอ และมีกฎเกณฑ์รองรับความเสี่ยงอย่างรัดกุม
เพราะในโลกที่ AI สามารถตัดสินใจเคลื่อนย้ายเงินทุนได้ภายในเสี้ยววินาที เทคโนโลยีที่ช่วยให้ระบบการเงินมีประสิทธิภาพสูงขึ้น อาจกลายเป็นตัวเร่งความปั่นป่วนครั้งใหญ่ได้เช่นกัน หากขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม





