โลกจับตาการปรากฎตัวของประธานเฟด 'เควิน วอร์ช' ในงานประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ วันศุกร์นี้ หลังเงินเฟ้อสหรัฐเดือนก.ย. สูงเกินคาด ตลาดจับตาสัญญาณก่อนประชุมเฟดปลายเดือน ต.ค.
เงินเฟ้อสหรัฐเดือนก.ย. สูงเกินคาด ดันโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนต.ค. พุ่งแตะ 55% ก่อนลดลงมาอยู่ราว 40% นักลงทุนจับตา “เควิน วอร์ช” ประธานเฟด ส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยระหว่างร่วมเวที IMF ที่กรุงเทพฯ ก่อนเข้าสู่ช่วงงดให้ความเห็นก่อนประชุมนโยบายการเงินวันที่ 27-28 ต.ค.
ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐล่าสุดเดือนก.ย. ที่ออกมาสูงเกินคาด ทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักถึง 55% ต่อความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในการประชุม FOMC เดือนตุลาคมนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าโอกาสดังกล่าวมีค่อนข้างน้อย ขณะที่บรรดาผู้กำหนดนโยบายส่งสัญญาณในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เฟดยังมีเวลารอดูสถานการณ์ได้
เควิน วอร์ช ประธานเฟด เคยให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้มุมมองของตนเองเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายการเงินในระยะสั้นมาชี้นำตลาด
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาสูงผิดคาดครั้งนี้จะทำให้ถ้อยแถลงของเขาถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น โดยวอร์ชมีกำหนดร่วมสนทนาบนเวที Fireside Chat กับ "คริสตาลินา กิออร์กิเอวา" กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่กรุงเทพฯ ในวันศุกร์ที่ 16 ต.ค.
เฟดจะเริ่มเข้าสู่ช่วงงดให้ความเห็นต่อสื่อ (Media Blackout Period) ในวันเสาร์นี้ ก่อนการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 27-28 ต.ค. ซึ่งหมายความว่า หากเฟดต้องการส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย ประธานเฟดอาจต้องเป็นผู้ส่งสัญญาณดังกล่าวด้วยตนเอง
เมแกน สไวเบอร์ นักกลยุทธ์ด้านอัตราดอกเบี้ยสหรัฐของธนาคารแบงก์ออฟอเมริกา กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนกำลัง "รอฟังวอร์ชในวันพรุ่งนี้ว่า จะส่งสัญญาณสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดต่อไปหรือไม่"
สไวเบอร์กล่าวถึงตัวเลขเงินเฟ้อว่า "ราคาปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้าง และจะเป็นเรื่องยากมากขึ้นที่เฟดจะมองข้ามแรงกดดันเงินเฟ้อครั้งนี้"
ด้านแมรี เดลี ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์เมื่อวันพุธว่า เฟดมีแนวโน้มจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ แต่ส่งสัญญาณว่ายังไม่จำเป็นต้องดำเนินการภายในเดือนนี้
"มีความเป็นไปได้มากกว่าที่เราจะต้องปรับนโยบายเพิ่มเติม แต่สำหรับฉันแล้ว เรื่องจังหวะเวลาของการปรับนโยบายเหล่านั้นยังเป็นสิ่งที่เรากำลังพิจารณากันอยู่" เดลีกล่าว
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยเฟด เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนก.ย. เมื่อวันพุธ ซึ่งสะท้อนว่าเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างทั้งในภาคสินค้าและบริการ
เพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้น จอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ยังแสดงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ซึ่งมีส่วนช่วยให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลดลง
รายงานเงินเฟ้อเดือนก.ย. พบว่า ราคาค่าโดยสารเครื่องบิน รถยนต์มือสอง และบริการทางการแพทย์ต่างปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก
นอกจากนี้ ราคาคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนในอัตราสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนราคาของเล่นเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1988
หลังการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว นักลงทุนในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าปรับเพิ่มความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. เป็นสูงสุดถึง 55% จากประมาณ 20% ก่อนประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ ก่อนที่ความน่าจะเป็นดังกล่าวจะลดลงมาอยู่ที่ราว 40% ในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ติดตามนโยบายเฟดยังคงคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ และเลื่อนการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปออกไปเป็นเดือนธ.ค.
นักกลยุทธ์บลูมเบิร์กมองอย่างไร
เอ็ด แฮร์ริสัน นักกลยุทธ์เศรษฐกิจมหภาคของ Markets Live ให้มุมมองว่า "การประเมินแนวโน้มนโยบายเฟดใหม่ในทิศทางที่เข้มงวดมากขึ้น มีแนวโน้มจะเพิ่มแรงกดดันต่อพันธบัตรระยะสั้นมากยิ่งขึ้น และทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรแบนราบลงจากการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทน (Bear Flattening) ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน จึงต้องจับตาความเสี่ยงที่การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวจะปรับตัวสูงขึ้น"
ก่อนการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อเมื่อวันพุธ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดหลายราย ซึ่งรวมถึงฟิลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานเฟด คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ กรรมการเฟด และวิลเลียมส์ ต่างส่งสัญญาณว่า เฟดไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หลังจากตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ในการประชุมเดือนก.ย.
ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือนพ.ย. ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในสัปดาห์ถัดไปจากการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่า เฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมครั้งนี้
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์งเตือนว่าไม่ควรตอบสนองต่อตัวเลขเงินเฟ้อมากจนเกินไป ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยบางภาคส่วน เช่น ตลาดที่อยู่อาศัย ยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังคงปรับตัวสูงขึ้น
การรอจนถึงเดือนธ.ค. ก่อนพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งจะช่วยให้เฟดมีเวลามากขึ้นในการประเมินแนวโน้มราคาสินค้าและบริการ
กาย เลอบาส หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านตราสารหนี้ของ Janney Montgomery Scott กล่าวว่า "ราคาสินค้าและบริการหลายหมวดปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเงินเฟ้อกำลังเร่งตัวขึ้น"
"เราจำเป็นต้องเห็นตัวเลขเงินเฟ้อที่ชัดเจนกว่านี้ จึงจะสามารถโน้มน้าวกรรมการ FOMC จำนวนมากที่สนับสนุนการดำเนินนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนนี้"
ถึงอย่างนั้นความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนต.ค. ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จนทำให้การประชุมครั้งนี้กลายเป็นการประชุมที่ตลาดต้องจับตาการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย
รายงานเงินเฟ้อที่เผยแพร่เมื่อวันพุธยังนับเป็นเดือนที่สองติดต่อกันที่เงินเฟ้อพื้นฐานออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
"ดูเหมือนว่ากรรมการเฟดสายผ่อนคลายคงรู้สึกเหมือนได้กาแฟเย็นชืดหนึ่งแก้ว เมื่อเปิดดูตัวเลข CPI เดือนก.ย." โจเซฟ บรูซูเอลาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ RSM US LLP กล่าว
"ผลกระทบจากภาวะช็อกด้านอุปทานทั้งสามด้าน ทั้งในแง่ความรุนแรงและการกระจายตัว กำลังส่งผ่านไปทั่วเศรษฐกิจสหรัฐอย่างชัดเจน"
ที่มา: Bloomberg





