ใครจะเป็นผู้ชนะในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่? 3 ผู้นำเศรษฐกิจโลกชี้ AI พลิกเกมการค้า เกาหลีใต้รับอานิสงส์ อาเซียนจ่อคว้าโอกาสลงทุน ย้ำผู้ปรับตัวเร็วและรับมือความเสี่ยงได้ คือผู้ได้เปรียบในโลกยุคใหม่
ท่ามกลางสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนที่กำลังสั่นคลอนระเบียบเศรษฐกิจโลก การค้าระหว่างประเทศกลับแสดง “ความแข็งแกร่ง” อย่างน่าประหลาดใจ โดยมี “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกให้เติบโตสวนกระแสวิกฤติ
ขณะที่ผู้นำองค์กรเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกเตือนว่า ความแข็งแกร่งในวันนี้ อาจไม่ได้หมายถึงความมั่นคงในระยะยาว โดยเฉพาะหากกระแสลงทุน AI เริ่มชะลอตัว หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น
ประเด็นดังกล่าว เป็นหนึ่งในสาระสำคัญของเวทีเสวนา “Who Wins the New Economic Order? ใครจะเป็นผู้ชนะในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่” ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย เอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา (Ngozi Okonjo-Iweala) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO), ฮยอน ซอง ชิน (Hyun Song Shin) ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ และ เบอร์นาร์ด เมนซาห์ (Bernard Mensah) ประธานฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศของ Bank of America โดยมีริชาร์ด เควสต์ (Richard Quest) ผู้ดำเนินรายการจากช่อง CNN ทำหน้าที่ดำเนินการเสวนา โดยจัดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ
WTO ชี้ การค้าโลกแกร่งเกินคาด แม้เผชิญวิกฤติหนักสุดรอบ 80 ปี
เอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) กล่าวว่า ระบบการค้าโลกกำลังเผชิญความปั่นป่วนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ราว 80 ปีของระบบการค้าพหุภาคี ท่ามกลางมาตรการภาษี ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และแรงกดดันต่อกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความประหลาดใจมากที่สุด กลับเป็นความสามารถของการค้าโลกในการรับมือกับแรงกระแทกเหล่านี้
ข้อมูลของ WTO พบว่า การค้าโลกถึง 72% ยังคงดำเนินไปภายใต้กฎเกณฑ์การค้าแบบไม่เลือกปฏิบัติ หรือหลักการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured-Nation: MFN) สะท้อนว่า แม้รัฐบาลหลายประเทศจะหันมาใช้นโยบายกีดกันทางการค้า แต่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงต้องการระบบการค้าที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจนและคาดการณ์ได้
ขณะเดียวกัน ตัวเลขการค้าโลกยังเติบโตสูงกว่าที่ WTO ประเมินไว้ก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ
โอคอนโจ-อิเวียลา ระบุว่า ในช่วงก่อนหน้านี้ WTO เคยคาดการณ์การเติบโตของการค้าที่ระดับ 2.4% แต่ผลที่ออกมากลับ “สูงถึง 4.6%” ก่อนมีการปรับตัวเลขล่าสุดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.2%
สำหรับปีนี้ WTO เคยคาดการณ์ว่าปริมาณการค้าสินค้าโลกจะขยายตัวเพียง 1.9% แต่ข้อมูลในช่วงครึ่งปีแรกกลับพบว่าการค้า “เติบโตถึง 3.5%” ทำให้องค์กรต้องปรับเพิ่มประมาณการทั้งปีขึ้นเป็น 3.9%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้โลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามภาษีและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่กิจกรรมการค้าระหว่างประเทศยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง
‘AI’ กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ ดันการค้าโลกเกือบครึ่งหนึ่ง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตดังกล่าว คือ “การขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งกำลังกระตุ้นความต้องการสินค้าและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องทั่วโลก
ผู้อำนวยการใหญ่ WTO เปิดเผยว่า การค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI มีส่วนสนับสนุน “เกือบ 50%” ของการเติบโตของการค้าโลกในปีนี้ สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีดังกล่าวที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมดิจิทัล แต่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
เธอยังกล่าวถึงแนวคิดที่ WTO ใช้อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างการค้าและเทคโนโลยีว่า
“No trade, no compute” หรือ “หากไม่มีการค้า ก็ไม่มีพลังประมวลผล”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า การพัฒนา AI จำเป็นต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ตั้งแต่การผลิตชิปและอุปกรณ์เทคโนโลยี ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการประมวลผลข้อมูล
เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสดังกล่าว เนื่องจากมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลก
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ กระแสการลงทุน AI จะสามารถขยายตัวต่อเนื่องได้นานเพียงใด
ระหว่างการเสวนา มีการกล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือ Hyperscalers ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนรวมมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า โดยการลงทุนเหล่านี้กำลังช่วยขับเคลื่อนการค้าโลก และส่งผ่านผลประโยชน์ไปยังเศรษฐกิจเกาหลีใต้
Bank of America ชี้ เงินทุนยังไหลลงทุนทั่วโลก แต่ธุรกิจเปลี่ยนวิธีคิด
ด้านผู้แทนจากภาคธนาคารระหว่างประเทศสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนสูง แต่เงินทุนภาคเอกชนยังไม่ได้หยุดนิ่งหรือไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยทั้งหมด
ในทางตรงกันข้าม บริษัทจำนวนมากยังคงเดินหน้าลงทุนและขยายกิจการ เพียงแต่เปลี่ยนแนวทางการตัดสินใจลงทุนให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
ในอดีต ยุคโลกาภิวัตน์ทำให้บริษัทต่าง ๆ มุ่งย้ายฐานการผลิตไปยังพื้นที่ที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย
แต่ปัจจุบัน บริษัทต้องพิจารณาปัจจัยอื่นควบคู่กัน โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ห่วงโซ่อุปทานอาจหยุดชะงักจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์หรือมาตรการทางการค้า
แนวคิดการบริหารห่วงโซ่อุปทานจึงเริ่มเปลี่ยนจากระบบ “Just-in-Time” ซึ่งเน้นประสิทธิภาพและการลดสินค้าคงคลัง ไปสู่แนวทาง “Just-in-Case” ที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับความเสี่ยง
ผู้แทนภาคธนาคารยกตัวอย่างว่า บริษัทเกาหลีใต้จำนวนมากกำลังมองหาโอกาสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บริษัทจากยุโรปและสหรัฐยังคงพิจารณาการลงทุนข้ามภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
การตัดสินใจของภาคธุรกิจในวันนี้จึงครอบคลุมตั้งแต่การเลือกที่ตั้งโรงงาน การเข้าถึงตลาดต่างประเทศ ไปจนถึงการเลือกเทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลที่เหมาะสม
นอกจากนี้ แม้บางภูมิภาคจะเผชิญความขัดแย้งรุนแรง แต่บริษัทจำนวนมากยังคงมองหาโอกาสทางธุรกิจและวางแผนการลงทุนระยะยาว
อาเซียนเนื้อหอม บริษัทเกาหลีใต้-ยุโรปมองหาโอกาสลงทุน
เบอร์นาร์ด เมนซาห์ ประธานฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศของ Bank of America เปิดเผยว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” กำลังได้รับความสนใจจากบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะบริษัทเกาหลีใต้จำนวนมากที่กำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาค เช่นเดียวกับบริษัทจากยุโรป ขณะที่บริษัทอาเซียนเองก็เริ่มมองหาโอกาสขยายธุรกิจไปทั่วโลก สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของทิศทางการลงทุนระหว่างประเทศ ท่ามกลางความพยายามของภาคธุรกิจในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและรับมือกับความเสี่ยงได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ฮยอน ซอง ชิน ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ ยังกล่าวถึงประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคที่เคยเผชิญวิกฤติการเงินเอเชียช่วงปลายทศวรรษ 1990 โดยระบุว่า ประสบการณ์ดังกล่าวกลายเป็นบทเรียนสำคัญในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและป้องกันการก่อหนี้เกินตัว ก่อนที่ความเสี่ยงจะสะสมจนกลายเป็นวิกฤติครั้งใหม่
เตือนความเสี่ยง ‘AI’ ชะลอลง กระทบเศรษฐกิจโลก
แม้ภาพรวมการค้าและการลงทุนจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ผู้อำนวยการใหญ่ WTO เตือนว่า ความสามารถในการรับมือกับวิกฤติ หรือ Resilience ไม่ได้หมายความว่าระบบเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงในทุกด้าน
เธอระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญประการแรกคือ “ความยั่งยืนของการลงทุน AI” เนื่องจากยังไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า กระแสการลงทุนขนาดมหาศาลในเทคโนโลยีดังกล่าว “จะดำเนินต่อไปได้นานเพียงใด”
หากการลงทุน AI ชะลอตัวลง ก็อาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลกที่กำลังพึ่งพาอุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
ปัจจัยเสี่ยงประการที่สองคือ “ความขัดแย้งระหว่างประเทศ” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการค้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ส่วนปัจจัยที่สามคือ ความจำเป็นในการปรับปรุง “กฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ” ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
โอคอนโจ-อิเวียลา ย้ำว่า WTO จำเป็นต้องปรับตัวให้มีความคล่องตัวมากขึ้น สามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว และมีกฎเกณฑ์ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่
ธนาคารกลางเกาหลีใต้เตือน ศก.รูปตัว K เงินเฟ้อซ้ำเติมคนรายได้น้อย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการเสวนาคือ “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ” โดยผู้แทนธนาคารกลางเกาหลีใต้ยอมรับว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้กำลังเผชิญ “การเติบโตแบบรูปตัว K” หรือ K-shaped Economy อย่างชัดเจน
ลักษณะดังกล่าวสะท้อนว่า “ภาคเศรษฐกิจบางส่วนสามารถขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งกลับเผชิญความยากลำบาก”
โดยเฉพาะปัญหาเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มอื่น ทำให้การควบคุมเงินเฟ้อ ยังคงเป็นภารกิจสำคัญของนโยบายการเงิน
ผู้แทนธนาคารกลางเกาหลีใต้ยังกล่าวถึงบทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อเกาหลีใต้ ไทย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค
ประสบการณ์ดังกล่าวกลายเป็นรากฐานสำคัญของแนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินและการป้องกันความเสี่ยงก่อนที่จะลุกลามจนควบคุมไม่ได้
ผู้แทนธนาคารกลางเกาหลีใต้ระบุว่า “การควบคุมการก่อหนี้เกินตัวตั้งแต่ระยะแรก” มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยให้ความเสี่ยงสะสมจนเกิดภาวะฟองสบู่ การเข้าแทรกแซงในภายหลังอาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรง
ทั้งนี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้มีเครื่องมือประเมินความเปราะบางทางการเงิน โดยกำหนดให้ระดับก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียในไตรมาส 2 ปี 2540 เท่ากับ 100
ขณะที่ระดับปัจจุบันอยู่ใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ประมาณ 36 สะท้อนว่าสถานการณ์ความเปราะบางทางการเงินยังอยู่ห่างจากระดับที่เคยเกิดขึ้นก่อนวิกฤติครั้งใหญ่
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางยังคงติดตามตัวชี้วัดดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงสะสมจนกระทบเสถียรภาพระบบการเงิน
เศรษฐกิจโลกยังไม่ล้ม แต่ต้องไม่ประมาท
ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ดำเนินรายการเปรียบเทียบความมั่นคงของเศรษฐกิจโลกกับ “เก้าอี้สามขา” ที่อาศัยความร่วมมือระหว่างธนาคารกลาง องค์กรการค้าระหว่างประเทศ และภาคเอกชนในการประคองเสถียรภาพ โดยตั้งคำถามว่า ระบบเศรษฐกิจโลกยังสามารถรักษาสมดุลท่ามกลางแรงกระแทกจากวิกฤติได้มากน้อยเพียงใด
ผู้ร่วมเสวนาส่วนใหญ่เห็นว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความสามารถในการปรับตัว โดยมีทั้งสถาบันระหว่างประเทศ ธนาคารกลาง และภาคเอกชนช่วยประคองระบบเศรษฐกิจ
โอคอนโจ-อิเวียลา กล่าวทิ้งท้ายว่า เธอเคยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจครั้งสำคัญมาแล้วหลายครั้ง ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย วิกฤติการเงินโลกปี 2551 และความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจในช่วงหลัง
แม้วิกฤติแต่ละครั้งจะมีลักษณะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่โดดเด่นในสถานการณ์ปัจจุบันคือระดับความไม่แน่นอนที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง
เธอเปรียบเทียบว่า เก้าอี้สามขาของเศรษฐกิจโลกอาจกำลังสั่นคลอนอยู่บ้าง แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกได้อย่างน่าประหลาดใจ
อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวไม่ควรทำให้รัฐบาลและภาคธุรกิจเกิดความประมาท เพราะแม้เศรษฐกิจโลกจะยังเดินหน้าต่อไปได้ แต่ความเสี่ยงจากสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของการลงทุน AI ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจโลกได้ในอนาคต
ทั้งนี้ ระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ อาจไม่ได้มีผู้ชนะเพียงประเทศเดียว แต่กำลังเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจที่ปรับตัวได้รวดเร็ว โดยเฉพาะ “เกาหลีใต้” ที่ได้อานิสงส์จากกระแส AI และ “อาเซียน” ที่กำลังดึงดูดการลงทุนจากการย้ายและกระจายห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ผู้ร่วมเสวนาย้ำว่า ผู้ที่จะได้เปรียบในระยะยาวไม่ใช่ผู้ที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถรับมือความเสี่ยงและรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก





