วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สิงคโปร์’ ไม่คิดแทรกแซงกดค่าเงินลดต้นทุน ‘หว่อง’ ชูจุดแข็ง ‘คุณค่าที่ให้ธุรกิจ’ เหนือราคา

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ระบุว่า เงินดอลลาร์สิงคโปร์ที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพจะช่วยชะลอและคุมอัตราเงินเฟ้อนำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

KEY POINTS

  • นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ปฏิเสธแนวคิดการกดค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ให้อ่อนค่าลงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้านต้นทุน
  • สิงคโปร์ยืนยันจะรักษาค่าเงินให้แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพต่อไป เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมเงินเฟ้อจากสินค้านำเข้า แม้จะทำให้ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น
  • สิงคโปร์ชี้ว่าความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงไม่ได้มาจากการแข่งขันด้านราคา แต่มาจากจุดแข็งด้านศักยภาพ เสถียรภาพ และคุณค่าที่มอบให้กับภาคธุรกิจ

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวปฏิเสธแนวคิดการกดค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ให้อ่อนค่าลงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยยืนยันว่าสิงคโปร์จำเป็นต้องพึ่งพาจุดแข็งและศักยภาพทางเศรษฐกิจของตนเอง แม้ว่าการคงค่าเงินที่แข็งแกร่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจก็ตาม แต่ระบุว่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพจะช่วยชะลอและคุมอัตราเงินเฟ้อนำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"คุณคงไม่ได้กำลังแนะนำให้เรากดอัตราแลกเปลี่ยนลงเพียงเพื่อให้เราแข่งขันได้มากขึ้นใช่ไหม" นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวอย่างเป็นกันเองกับ ตัน ซู ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารดีบีเอส (DBS) ในระหว่างการเข้าร่วมการประชุม Asia Future Forward Conference ที่จัดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์

ซีอีโอของ DBS ได้ยกประเด็นเกี่ยวกับชื่อเสียงของสิงคโปร์ในฐานะพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยดึงดูดเงินทุนไหลเข้า และสนับสนุนให้ค่าเงินแข็งแกร่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์กลายเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค

ลอว์เรนซ์ หว่อง ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) จะยังคงดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างเป็นอิสระ ทิศทางของเงินดอลลาร์สิงคโปร์จะสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นหลัก หากเศรษฐกิจดำเนินไปได้ด้วยดี ก็คาดหวังได้ว่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์จะยังคงแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ ซึ่งปัจจัยนี้นับเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ รูปแบบการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสิงคโปร์ มีความแตกต่างจากธนาคารกลางส่วนใหญ่ในโลกที่มักใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการสภาวะเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางสิงคโปร์เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายแทน ด้วยการบริหารจัดการค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์เทียบกับตะกร้าเงินของประเทศคู่ค้าหลัก และปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบนโยบายที่ไม่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวนับว่าสอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจของสิงคโปร์ที่พึ่งพาการค้าและการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศสูง ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของค่าเงินมีอิทธิพลอย่างมากต่อราคาสินค้าภายในประเทศ โดยเงินดอลลาร์สิงคโปร์ที่แข็งแกร่งจะช่วยรองรับภาระต้นทุนสินค้านำเข้าและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่อัตราเงินเฟ้อโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูง แม้ว่าผลกระทบอีกด้านหนึ่งจะทำให้สินค้าและบริการที่ผลิตในสิงคโปร์มีราคาแพงขึ้นในสายตาของผู้ซื้อในต่างประเทศ และเพิ่มแรงกดดันต่อภาคการส่งออกก็ตาม โดยนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เงินดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าขึ้นแล้วราว 0.4% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์

ผู้นำสิงคโปร์ยอมรับสภาวะดังกล่าว โดยระบุว่าภาคธุรกิจจำเป็นต้องนำเรื่องความแข็งแกร่งของค่าเงินไปคำนวณรวมกับต้นทุนการดำเนินงานอื่นๆ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าสิงคโปร์ไม่ใช่สถานที่ที่มีต้นทุนถูกที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

อย่างไรก็ตาม หว่องชี้ว่า การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนสำหรับสิงคโปร์ แต่สิงคโปร์ต้องสร้างความแตกต่างผ่านขีดความสามารถ เสถียรภาพ และความสามารถในการคาดการณ์ได้

"บริษัทต่างๆ ไม่ได้กำลังมองหาพื้นที่ที่มีต้นทุนถูกที่สุด แต่พวกเขากำลังมองหาศักยภาพและขีดความสามารถ มองหาเสถียรภาพ และมองหาความน่าเชื่อถือที่คาดการณ์ได้" หว่อง กล่าวเน้นย้ำ

ทิศทางนโยบายของสิงคโปร์ต่อจากนี้ จะยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อเชื่อมโยงบริษัทข้ามชาติ ผู้ผลิตในประเทศ งานวิจัย และแรงงานทักษะสูงเข้าด้วยกัน 

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ย้ำทิ้งท้ายว่า ความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงของสิงคโปร์ขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มอบให้กับภาคธุรกิจ มากกว่าการสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว