เศรษฐกิจเอเชียเผชิญ ‘จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่’ IMF เตือน ‘สังคมสูงวัย’ เสี่ยงฉุดการเติบโต ขณะที่อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเกาหลีใต้ห่วงกระแส AI ก่อฟองสบู่ ด้าน ‘วิรไท’ ชี้เทคโนโลยีอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ กระทบ SMEs และแรงงาน พร้อมเสนอรัฐเร่งสร้างงานคุณภาพ
เศรษฐกิจเอเชียกำลังเดินมาถึง “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” หลังหลายทศวรรษแห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดที่ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจโลก แต่ความสำเร็จในอดีต อาจไม่ใช่หลักประกันของอนาคต ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมสูงวัย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แม้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจกลายเป็นตัวเร่งความเหลื่อมล้ำและการสูญเสียงานครั้งใหญ่ หากรัฐบาลไม่สามารถกระจายประโยชน์จากเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง
“กรุงเทพธุรกิจ” ประมวลมุมมองประเด็นดังกล่าวจากเวทีเสวนาหัวข้อ “Shaping the Future of Asia” ซึ่งจัดขึ้นในการประชุมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดย “ประเทศไทย” กลับมาเป็นเจ้าภาพในรอบ 35 ปี
ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยผู้แทนจาก IMF อย่าง ไนเจล คลาร์ก (Nigel Clarke) รองกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ, อี ชางยง (Rhee Chang-yong) อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้, ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอนันถะ นาเกศวรัน (Anantha Nageswaran) ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลอินเดีย
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการเสวนาคือ การตั้งคำถามว่า "เศรษฐกิจเอเชียจะสามารถรักษาความสำเร็จในอดีตได้อย่างไร" ในวันที่ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตแบบเดิม ทั้งแรงงานราคาถูก การขยายตัวของประชากรวัยทำงาน และการเปิดเสรีทางการค้า กำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น
‘สังคมสูงวัย’ ภัยเงียบทางโครงสร้าง
ไนเจล คลาร์ก ผู้ร่วมเสวนาจาก IMF กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของเอเชียตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จด้านการพัฒนาที่สำคัญที่สุดของโลก
ในปี 1990 “เอเชีย” มีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประมาณ 25% ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 68% ในปัจจุบัน ขณะที่สัดส่วนประชากรที่อยู่ในภาวะยากจนขั้นรุนแรงลดลงจาก 25% เหลือเพียง 5%
นอกจากนี้ รายได้ต่อหัวของประชากรเอเชียยังเติบโตรวดเร็วกว่ากลุ่มประเทศ G7 เมื่อไม่นับญี่ปุ่นถึงสองเท่า สะท้อนความสามารถในการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของภูมิภาค
ไนเจลอธิบายว่า ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการตัดสินใจเชิงนโยบายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมและบริการ การเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลก การลงทุนอย่างต่อเนื่องในทุนมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการได้รับประโยชน์จากประชากรวัยทำงานจำนวนมหาศาล
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว มีประชากรกว่า 1,000 ล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานเอเชีย ขณะที่การลงทุนเฉลี่ยของภูมิภาคอยู่ที่ประมาณ 27% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงกว่าระดับการลงทุนในยุโรปและอเมริกาเหนือ
อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ปัจจัยสนับสนุนเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะ “โครงสร้างประชากร” ซึ่งในอดีตเคยเป็นแรงส่งสำคัญ แต่กำลังกลายเป็นแรงฉุดต่อการเติบโตในอนาคต
IMF ประเมินว่า ภายในปี 2050 ประชากรเอเชียประมาณ 20% จะมีอายุมากกว่า 65 ปี เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปัจจุบัน ขณะที่จำนวนประชากรวัยทำงานในจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น อาจลดลงเกือบ 25%
แม้ประเทศอย่างอินเดียและอินโดนีเซียจะยังมีจำนวนประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนประชากรวัยทำงานเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน
ไนเจลมองว่า รัฐบาลเอเชียจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปตลาดแรงงาน โดยเฉพาะการเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มจำนวนแรงงานในภูมิภาคได้อีกประมาณ 112 ล้านคน
เขายกตัวอย่างญี่ปุ่น ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงจาก 66% ในปี 2014 เป็น 76% ในปี 2024 ผ่านการปรับปรุงนโยบายดูแลเด็กและสิทธิการลาคลอด
นอกจากนี้ AI ยังอาจช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ จนสามารถชดเชยผลกระทบจากจำนวนแรงงานที่ลดลงได้ แต่รัฐบาลต้องลงทุนพัฒนาทักษะประชาชน ส่งเสริมการแข่งขัน และวางมาตรการกำกับดูแลเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
เตือน AI เสี่ยงฟองสบู่ แม้เป็นโอกาสทองศก.
อี ชางยง ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้กล่าวว่า “AI” เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจเกาหลีใต้ โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำ
เขาระบุว่า หลายฝ่ายคาดหวังว่า AI และหุ่นยนต์จะสามารถทดแทนแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงช่วยดูแลผู้สูงอายุได้ แต่เทคโนโลยีก็อาจสร้างผลกระทบทางสังคมในรูปแบบที่คาดไม่ถึง
ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้กำลังได้รับประโยชน์มหาศาลจากความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นตามกระแส AI โดยเฉพาะบริษัท Samsung Electronics และ SK Hynix
อีระบุว่า ในอดีตบริษัททั้งสองมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 19% ของมูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น “ประมาณ 50%” สะท้อนการกระจุกตัวของตลาดทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI
แม้การเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวจะสร้างรายได้และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่เขากังวลว่าความคาดหวังต่อเทคโนโลยี อาจสูงเกินกว่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงในระยะสั้น
อีเปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวกับฟองสบู่ดอตคอมในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งนักลงทุนคาดหวังว่าอินเทอร์เน็ตจะปฏิวัติเศรษฐกิจโลก ก่อนที่ตลาดหุ้นเทคโนโลยีจะเผชิญการปรับฐานอย่างรุนแรง
เขามองว่า แม้ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว แต่ประโยชน์ที่ชัดเจนอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ขณะที่ความเสี่ยงจากการปรับฐานของตลาดการเงินสามารถเกิดขึ้นได้ก่อนหน้านั้น
โดยเฉพาะหากตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงเทขายหุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ก็อาจส่งผลกระทบต่อเกาหลีใต้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม AI สูงมาก
นอกจากนี้ อียังเสนอให้รัฐบาลเกาหลีใต้นำรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง แทนการนำเงินกลับไปสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว
เขาชี้ว่า ปัญหาอัตราการเกิดต่ำของเกาหลีใต้มีความเชื่อมโยงกับค่าที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และโอกาสในการทำงาน โดยเฉพาะการกระจุกตัวของประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกรุงโซล
ปัจจุบันประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอาศัยอยู่ในเขตมหานครโซลและพื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้ต้นทุนการดำรงชีวิตสูง และเป็นอุปสรรคต่อการสร้างครอบครัวของคนรุ่นใหม่
ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถใช้ประโยชน์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นในยุค AI เพื่อพัฒนาเมืองเศรษฐกิจแห่งใหม่ และกระจายโอกาสการจ้างงานออกจากกรุงโซล ก็อาจช่วยบรรเทาปัญหาโครงสร้างประชากรในระยะยาวได้
ถอดบทเรียนไทยเปลี่ยนผ่าน
นายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 จนกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกและยืนหยัดผ่านวิกฤติการเงินระดับโลกปี 2007 มาได้ มีรากฐานมาจาก 4 ปัจจัยขับเคลื่อนภายในประเทศ ได้แก่ การปรับนโยบายรัฐสู่การพึ่งพากลไกตลาด การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือที่เรียกว่าโครงการ Eastern Seaboard เสถียรภาพของกลุ่มเทคโนแครต และการปฏิรูปโครงสร้างการเงินครั้งใหญ่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997
“ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 รัฐบาลเปลี่ยนทิศทางมาเน้นส่งเสริมการลงทุนโดยใช้กลไกตลาดนำ รัฐไม่ได้เข้าไปแทรกแซงตลาดโดยตรง แต่ทำหน้าที่สร้างแรงจูงใจ ควบคู่ไปกับการมีกลุ่มเทคโนแครตและสถาบันเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ปัจจัยเหล่านี้ช่วยรักษาความต่อเนื่องของนโยบายระยะยาว และแยกการบริหารเศรษฐกิจออกจากความผันผวนทางการเมืองได้” นายวิรไทกล่าว
นอกจากนี้ ไทยยังมีแรงส่งสำคัญจาก 2 ปัจจัยภายนอก คือ
1.คลื่นลงทุนผลพวงข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) ในปี 1985 ที่ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าจนเกิดการย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่น รวมไปถึงประเทศอื่นๆ อย่างเกาหลีใต้ และไต้หวันมายังไทย และ
2.การเปิดเสรีทางการค้า โดยเริ่มต้นจากเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในปี 1992 และข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่างๆ ที่ตามมา ทั้งออสเตรเลีย จีน ได้ดึงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
ขณะเดียวกัน ภาครัฐได้เข้ามาเสริมทัพด้วยการลงทุนระบบชลประทานและถนนในชนบท พร้อมวางโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ทั้งนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่มัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ซึ่งช่วยยกระดับทักษะและคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง
โจทย์ใหญ่กับดักความเหลื่อมล้ำ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในยุคปัจจุบันและในอนาคต นายวิรไทกล่าวว่า ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคถัดไปของไทย คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของ “ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจาก AI” จะมีการกระจายไปยังทุกภาคส่วนได้อย่างไร เพราะเทคโนโลยีระลอกนี้มีแนวโน้มขยายความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงขึ้น ทั้งระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และระหว่างผู้ที่เข้าถึงกับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี
นายวิรไท ได้เสนอ 3 แนวทางเชิงนโยบายเร่งด่วน สำหรับภาครัฐ ได้แก่
1. ดึง AI ปฏิรูป 3 ภาคส่วนที่ผูกพันกับคนส่วนใหญ่ โดยรัฐต้องโฟกัสการนำ AI และดิจิทัลโซลูชันไปยกระดับภาคส่วนที่ยังมีผลิตภาพต่ำแต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนวงกว้าง ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม การศึกษา และบริการสาธารณสุข เพื่อให้ดอกผลของการพัฒนาตกถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
2. เสริมสภาพคล่องและขีดความสามารถของ SMEs ปัจจุบัน SMEs กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากการทะลักของสินค้านำเข้าราคาถูก และการแข่งขันกับรายใหญ่ที่นำ AI มาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ในเมื่อ SMEs เป็นแหล่งจ้างงานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ รัฐต้องมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะจุดเพื่ออัปเกรดเทคโนโลยี ควบคู่กับมาตรการคุ้มครองและให้สิทธิประโยชน์ชั่วคราวเพื่อเปิดโอกาสให้ปรับตัว
3. กำหนดให้ “การสร้างงานที่ดี” เป็นแกนหลักของทุกนโยบาย เนื่องจากโครงสร้างอุตสาหกรรมในอนาคตจะไม่ใช่ภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นอีกต่อไป แต่จะขยับสู่ภาคบริการและอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก
ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรขนาดใหญ่กำลังนำ AI มาลดจำนวนบุคลากร ทำให้เกิดวิกฤติการหางานของเด็กจบใหม่
ขณะที่แรงงานวัย 45-60 ปี ก็เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างและปรับตัวยาก ภาครัฐจึงต้องยึดการสร้างงานที่มีคุณภาพ มั่นคง และมีผลิตภาพในวงกว้างเป็นเป้าหมายหลักในทุกนโยบายเศรษฐกิจนับจากนี้
'ทักษะอาชีพ-ลดกฎระเบียบ' กุญแจสร้างงานยุคเทคโนโลยี
ในส่วนกรณีศึกษาจากอินเดีย อนันถะ นาเกศวรัน ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลอินเดียกล่าวว่า อินเดียมีข้อได้เปรียบด้านโครงสร้างประชากรเมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย แต่การเปลี่ยนข้อได้เปรียบดังกล่าวให้กลายเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องอาศัยนโยบายที่เหมาะสมกับระดับการพัฒนาของแต่ละพื้นที่
เขาอธิบายว่า อินเดียประกอบด้วย 28 รัฐ และ 8 ดินแดนสหภาพ ซึ่งมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างมาก จึงไม่ควรใช้นโยบายด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ
รัฐที่มีเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ควรมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนรัฐที่เศรษฐกิจยังพัฒนาไม่มาก ควรใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมที่จ้างแรงงานจำนวนมากและขยายธุรกิจบริการ
นอกจากนี้ เขายังเน้นความสำคัญของการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยยกตัวอย่างสิงคโปร์ที่สามารถยกระดับภาพลักษณ์ของ “การศึกษาสายอาชีพ” ให้เป็นเส้นทางความก้าวหน้าในชีวิตที่ได้รับการยอมรับในสังคม
นาเกศวรันมองว่า การพัฒนาทักษะไม่ได้หมายถึงการปรับหลักสูตรการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนทัศนคติของสังคมที่มองว่าการเรียนมหาวิทยาลัยมีคุณค่ามากกว่าการศึกษาสายอาชีพ
อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะสำหรับ SMEs ซึ่งมักเผชิญต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่มีอยู่
เขาระบุว่า การลดกฎระเบียบไม่ใช่เพียงนโยบายเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ แต่ยังเป็นนโยบายส่งเสริมการจ้างงาน เพราะช่วยให้ SMEs สามารถนำทรัพยากรไปลงทุนด้านเทคโนโลยีและจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นได้
โลกเข้าสู่ ‘ยุคแข่งขันแย่งทรัพยากร’
นาเกศวรันยังเตือนว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21
เขามองว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและการแย่งชิงทรัพยากรสำคัญ จะทำให้ประเทศเอเชียเผชิญความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศในภูมิภาคยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบและทรัพยากรจากภายนอก
ขณะที่ไนเจลจาก IMF ระบุว่า จำนวนมาตรการจำกัดทางการค้าใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึงสามเท่านับตั้งแต่ปี 2019 สะท้อนแนวโน้มการแบ่งแยกทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เอเชียยังสามารถรักษาความสามารถในการเติบโตได้จากการขยายความร่วมมือทางการค้า การส่งออกบริการ และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาค
ไนเจลกล่าวว่า ปัจจุบันการค้าสินค้าขั้นสุดท้ายระหว่างประเทศในเอเชียมีสัดส่วนประมาณ 30% ของการค้าทั้งหมด เทียบกับยุโรปที่มีสัดส่วนประมาณ 60% สะท้อนว่าเอเชียยังมีโอกาสขยายการค้าภายในภูมิภาคได้อีกมาก
เขาประเมินว่า การบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งขึ้นอาจช่วยเพิ่มขนาดเศรษฐกิจเอเชียได้ประมาณ 1.8% ขณะที่อาเซียนอาจได้รับประโยชน์สูงถึง 4%
'วิรไท' ทิ้งท้าย เอเชียต้องเร่งปรับตัวรับโลกร้อน คนจนเสี่ยงกระทบหนักที่สุด
ในช่วงท้ายของการเสวนา วิรไทกล่าวว่า อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลเอเชียควรให้ความสำคัญมากขึ้นคือ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยเฉพาะการปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้น
เขาเสนอว่า ประเทศในภูมิภาคควรเพิ่มความสำคัญกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างผันผวน ซับซ้อน และรุนแรงมากขึ้น
วิรไทจึงเสนอให้รัฐบาลลงทุนเพิ่มเติมในระบบข้อมูล เทคโนโลยีการพยากรณ์ และระบบเตือนภัย เพื่อเพิ่มความสามารถในการเตรียมพร้อมและป้องกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติ
ขณะที่นาเกศวรันกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้เขายังมีความหวังต่ออนาคตของเอเชีย คือความทะเยอทะยานและความสามารถในการเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดจากทั่วโลก แต่สิ่งที่ทำให้กังวลคือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และการแย่งชิงทรัพยากร ซึ่งอาจสร้างข้อจำกัดต่อการเติบโตของภูมิภาค
ด้านไนเจลย้ำว่า เอเชียได้รับประโยชน์มหาศาลจากระบบการค้าโลกที่เปิดกว้างและอยู่บนพื้นฐานของ “กติกาพหุภาคี” จึงควรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและปรับปรุงระบบดังกล่าว เพื่อรักษาโอกาสการเติบโตของทั้งภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก
การเสวนาครั้งนี้สะท้อนว่า แม้เอเชียจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่การรักษาความมั่งคั่งในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยแนวทางที่แตกต่างจากอดีต โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพ ควบคู่กับการสร้างงานที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากสังคมสูงวัย ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจเอเชียในยุคต่อไป อาจไม่ใช่เพียงคำถามว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้มากเพียงใด แต่รวมถึงคำถามว่า ใครจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตครั้งใหม่นี้ และใครอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง






