วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 12 October 2026

ราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวน แม้สมาชิกกลุ่ม G7 มีแผนระบายน้ำมันคลังสำรองเชิงยุทธศาตร์

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 12 October 2026

รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (9 - 15 ต.ค. 69)

ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนในระดับสูง เนื่องจาก IEA เห็นชอบในหลักการให้ประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 ระบายน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) เพื่อบรรเทาความตึงตัวของอุปทานและลดแรงกดดันด้านราคาพลังงาน ขณะที่ EIA ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกทั้งปี 69 และ 70 สะท้อนมุมมองว่าเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนและการฟื้นตัวของการใช้น้ำมันอาจช้ากว่าที่คาดไว้

อย่างไรก็ตาม ตลาดจับตาพายุโซนร้อน Isaias ในอ่าวเม็กซิโกซึ่งส่งผลให้การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ถูกระงับชั่วคราว รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการสู้รบระหว่างกลุ่ม Houthi กับซาอุดีอาระเบีย และกองกำลังรัฐบาลเยเมน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือบริเวณทะเลแดงและช่องแคบ Bab el-Mandeb

ขณะที่สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงยืดเยื้อ โดยทั้งสองฝ่ายยังเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและพลังงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดยังคงกังวลต่อความเสี่ยงด้านการผลิต และการขนส่งน้ำมันในหลายพื้นที่

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

• อุปทานน้ำมันดิบมีแนวโน้มคลายความตึงตัว เนื่องจากมีรายงานว่า IEA เห็นชอบในหลักการให้ประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 เร่งระบายน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) รวม 100 ล้านบาร์เรล ซึ่งประกอบด้วยน้ำมันดีเซล และน้ำมันดิบ เพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานและลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก

โดยเบื้องต้นจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มอุปทานของน้ำมันดีเซล ซึ่งยังเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวในหลายภูมิภาค ทั้งนี้กลุ่มประเทศสมาชิกจะประชุมระหว่างวันที่ 14-15 ต.ค. 69 เพื่อกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณการระบายของแต่ละประเทศ ระยะเวลาการดำเนินการ และกลไกการปล่อยสำรองเข้าสู่ตลาด ซึ่งหากมีการดำเนินการตามแผน จะช่วยเพิ่มอุปทานน้ำมันในระยะสั้นและบรรเทาความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงานของตลาดโลก

• ด้านแนวโน้มอุปสงค์น้ำมันโลก EIA ปรับลดคาดการณ์ลง ในรายงานเดือน ต.ค. 69 โดยคาดว่าอุปสงค์น้ำมันโลกปี 69   จะหดตัว 2.0 ล้านบร์เรลต่อวัน เทียบกับปีก่อนหน้า โดยปรับลดลง 0.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากการคาดการณ์ครั้งก่อน

ขณะที่ปี 70 คาดว่าอุปสงค์น้ำมันโลกจะกลับมาขยายตัว 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งต่ำกว่าประมาณการครั้งก่อน 0.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน สะท้อนมุมมองว่าเศรษฐกิจโลกและการใช้น้ำมันยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แม้อุปสงค์มีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 70 แต่การเติบโตอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า

• อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในเยเมนและบริเวณทะเลแดงทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากการสู้รบระหว่างกลุ่ม Houthi ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และรัฐบาลพลัดถิ่นของเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซาอุดิอาระเบียกลับมาปะทุอีกครั้ง

โดยเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 69 กลุ่ม Houthi ได้โจมตีสนามบิน Aden ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของฝ่ายรัฐบาล ก่อนขยายการโจมตีไปยังสนามบิน King Khalid และ Abha ในซาอุดิอาระเบีย ขณะที่กองกำลังฝ่ายรัฐบาลเยเมนได้เปิดปฏิบัติการเพื่อยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์บริเวณเมือง Mocha และพื้นที่ใกล้ช่องแคบ Bab el-Mandeb ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าสำคัญของโลก

ด้านซาอุดิอาระเบียได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายของกลุ่ม Houthi มากกว่า 80 แห่งทั่วเยเมน และมีแนวโน้มขอการสนับสนุนทางทหารเพิ่มเติมจากพันธมิตร เช่น ตุรกีและซีเรีย ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านความมั่นคงของเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงและช่องแคบ Bab el-Mandeb เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปีโตรเลียม รวมถึงเพิ่มต้นทุนการขนส่งและค่าเบี้ยประกันเรือในภูมิภาค

• สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงยืดเยื้อและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 69 รัสเซียได้เปิดฉากโจมตียูเครนด้วยขีปนาวุธประมาณ 70 ลูก และโดรน 46 ลำ มุ่งเป้าไปยังโรงงานผลิตยุทโธปกรณ์ โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และสถานที่ผลิตและจัดเก็บอาวุธของบริษัท Fire Point ซึ่งเป็นผู้ผลิตขีปนาวุธที่ยูเครนนำมาใช้โจมตีเป้าหมายภายในรัสเซียก่อนหน้านี้

ขณะที่ประธานาธิบดียูเครน นาย Volodymyr Zelenskiy ระบุว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นหนึ่งในปฏิบัติการทางอากาศที่รุนแรงที่สุดของรัสเซียในช่วงที่ผ่านมา และเป็นการแสดงศักยภาพทางทหารเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของประธานาธิบดีรัสเซีย นาย Vladimir Putin

ด้านยูเครนได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันจำนวน 4 แห่งในแคว้น Perm, Samara และ Astrakhan ทางตะวันตกของรัสเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ส่งผลให้ตลาดยังคงความเสี่ยงต่อการผลิต การกลั่น และการขนส่งน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกในระยะข้างหน้า

• ตลาดจับตาพายุโซนร้อน Isaias ในอ่าวเม็กซิโกที่มีแนวโน้มทวีกำลังรุนแรงขึ้น หลังจากศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ (NHC) ระบุว่าพายุดังกล่าวพัฒนามาจากพายุดีเปรสชันหมายเลข 9 ซึ่งก่อตัวในอ่าวเม็กซิโกเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 69 และมีโอกาสพัฒนาเป็นพายุเฮอริเคนระดับ 2 ภายในวันที่ 9 ต.ค. 69 โดยมีความเร็วลมรอบศูนย์กลาง 154-177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขณะที่ผู้ประกอบการน้ำมันและก๊าซในอ่าวเม็กซิโกได้ทยอยอพยพบุคลากรและหยุดดำเนินการผลิตในบางพื้นที่เพื่อป้องกันความเสียหาย ล่าสุด Marine Mineral Administration ของสหรัฐฯ รายงานว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบที่ถูกระงับชั่วคราวอยู่ที่ประมาณ 0.51 ล้านบาร์เรลต่อวัน สะท้อนความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันดิบในระยะสั้น

เนื่องจากอ่าวเม็กซิโกเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตน้ำมันนอกชายฝั่งที่สำคัญของสหรัฐฯ ทั้งนี้ หากพายุเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ผลิตหลักหรือกระทบต่อท่าเรือส่งออกและโรงกลั่นบริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก อาจส่งผลให้การผลิต การขนส่ง และการส่งออกน้ำมันหยุดชะงักเพิ่มเติม และเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันในระยะสั้น

สถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (2 – 8 ต.ค. 69)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 1.59 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 89.95 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 2.08 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 101.53 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังจากการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง โดย CEO ของ Vitol ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 69 ภูมิภาคตะวันออกกลางส่งออกน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามลำดับ

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซาอุดิอาระเบีย เจ้าชาย Abdulaziz bin Salman ยืนยันว่าระบบท่อ East-West Pipeline ซึ่งมีศักยภาพขนส่ง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเชื่อมต่อกับท่าส่งออก Yanbu บนชายฝั่งทะเลแดง ยังคงดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีปริมาณสูบถ่ายราว 5.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะเคยถูกปิดซ่อมบำรุงหลังเหตุโจมตีด้วยโดรนเมื่อเดือน ก.ย. 69 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังมีแนวโน้มยกระดับความรุนแรง เนื่องจากประธานาธิบดียูเครน นาย Volodymyr Zelenskiy เรียกร้องให้พันธมิตร โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป เร่งจัดส่งยุทโธปกรณ์และระบบป้องกันทางอากาศเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นในระยะถัดไป

ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและ กลุ่ม Houthi ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากหน่วยงานการบินพลเรือนของซาอุดิอาระเบียรายงานว่าสนามบินในเมือง Jazan และ Najran ถูกโจมตี ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเกิดความเสียหายบางส่วน สะท้อนความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นในคาบสมุทรอาหรับและบริเวณทะเลแดง

ขณะที่ EIA รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 2 ต.ค. 69 ลดลง 3.2 ล้านบาร์เรล จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 424.1 ล้านบาร์เรล สวนทางกับผลสำรวจ Reuters ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรล