วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

World bank-IMF ชู ‘จ้างงาน’ วาระโลก หนุนพลัง AI พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก

ธนาคารโลกชู 'การจ้างงาน' เป็นวาระแห่งอนาคต รับมือคลื่นเยาวชน 1,200 ล้านคน พร้อมหนุนพลัง 'Small AI' พลิกโศมประเทศกำลังพัฒนา IMF AI คลื่นสึนามิถล่ม ‘ตลาดแรงงาน’ หนุน GDP โลกโตต่อได้ประมาณ 3%

KEY POINTS

  • World Bank และ IMF ชูวาระ "การจ้างงาน" เป็นเป้าหมายหลัก เพื่อรองรับเยาวชน 1,200 ล้านคนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยหนุนการใช้ "Small AI" เพื่อเพิ่มผลิตภาพและพลิกโฉมเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนา
  • ธนาคารโลกวางรากฐานการสร้างงานผ่าน 3 โครงสร้าง (พื้นฐาน, ธรรมาภิบาล, การบริหารความเสี่ยง) และ 5 เสาหลัก  ที่สามารถผสานพลัง AI เพื่อกระตุ้นการจ้างงานได้
  • IMF ประเมินว่า AI จะช่วยให้เศรษฐกิจโลกเติบโตได้ราว 3% และสามารถชดเชยผลกระทบจากสังคมสูงวัยได้ โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีส่วนร่วมในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI
  • IMF เปรียบ AI เป็น "สึนามิ" ที่จะกระทบงาน 40% ทั่วโลก โดยไม่ได้ลดความต้องการแรงงาน แต่ "เปลี่ยนรูป" ความต้องการไปสู่งานทักษะสูงและงานบริการค่าแรงต่ำ ขณะที่งานรูทีนลดลง
  • ทั้งสององค์กรเรียกร้องให้มีการปรับตัวเร่งด่วน 3 ด้านเพื่อรับมือ AI ได้แก่ การทำความเข้าใจตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป, การปฏิรูปการศึกษาไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเตรียมพร้อมด้านการคลังและภาษีเมื่อแรงงานมนุษย์ถูกแทนที่ด้วยทุน

“อาเจย์ บังกา” ประธานธนาคารโลกกล่าวในการ การประชุม IMF World Bank 2026 ในหัวข้อ Small AI: More and Better Jobs ว่าโฟกัสทั้งหมดของ “ธนาคารโลก” อยู่ที่เรื่องการ "จ้างงาน" เพราะในอีก 15 ปีข้างหน้า จะมีเยาวชนถึง 1,200 ล้านคนทั่วโลกที่อายุครบ 18 ปี  ซึ่งเยาวชนเหล่านี้ต้องการโอกาสในการเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสังคม 

World bank-IMF  ชู ‘จ้างงาน’ วาระโลก หนุนพลัง AI พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก

บังกาเผยว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โฟกัสทั้งหมดของธนาคารโลกจึงมุ่งเน้นไปที่เรื่องการจ้างงาน ไม่ใช่ว่าจะไม่สร้างโรงเรียน ถนน ศูนย์ฝึกทักษะ หรือคลินิกสุขภาพนะ

เรายังคงต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด “แต่วิธีการทำของเราต้องมองผ่านมุมมองของการสร้างงาน” ซึ่งต้องเริ่มต้นจากรากฐานที่ถูกต้อง  ผ่าน 3 โครงสร้างสำคัญ คือ

  1. โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางกายภาพ เช่นสิ่งก่อสร้างและระบบรากฐานที่จำเป็น ถนนหนทาง สะพาน และอินเทอร์เน็ต  เพื่อให้ธุรกิจเดินทางและขนส่งได้สะดวก  และโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรมนุษย์  คือการลงทุนกับ "คน" เช่น โรงเรียน ศูนย์ฝึกทักษะ  
  2. ธรรมาภิบาลและนโยบายที่เหมาะสม  การบริหารบ้านเมืองด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม กฎหมายไม่ซับซ้อนเกินไป และมีนโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ สะท้อนจากความสำเร็จของสิงคโปร์
  3. ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารความเสี่ยง  เพื่อภาคเอกชนยังสามารถเข้ามาลงทุนในสเกลใหญ่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว “ภาคเอกชน” สร้างงานสูงถึง 75% - 85% ของทั้งประเทศ จากลงทุนทำโรงงาน เปิดบริษัท จ้างพนักงานหลักร้อยหลักพัน

 

5 เสาหลักกระตุ้น “การจ้างงาน”

ธนาคารว่า  5 ภาคส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างงาน ที่ผสานรวมกับการใช้โอกาสจาก AI ขนาดเล็กในการสร้างงานและเพิ่มผลิตภาพนั้นมีมหาศาลจริงๆ

โครงสร้างพื้นฐาน เริ่มจากการก่อสร้าง รวมถึงสิ่งที่โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นเอื้ออำนวย เช่น สะพาน ถนน สนามบิน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ระบบไฟฟ้า น้ำประปา ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์ เช่น การฝึกทักษะและการศึกษา

เกษตรกรรมสำหรับเกษตรกรรายย่อย เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังคังพึ่งพาผลผลิตจากเกษตรกรรายย่อย ซึ่งมักจะแข่งขันในระบบได้ยากลำบาก แต่การเข้าถึงเทคโนโลยีจะช่วยให้พวกเขาข้ามผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปได้

การดูแลสุขภาพเบื้องต้นและภาคการบริการ บังกาได้ยกตัวอย่างอินโดนีเซียที่มีศูนย์สุขภาพปฐมภูมิ โดยแต่ละแห่งมีพยาบาล   และนักเทคนิคการแพทย์ประจำอยู่  และชวนคิดต่อว่าเราจะสร้างคุณภาพและจำนวนงานได้มากแค่ไหนผ่านการขยายเครือข่ายนี้ 

จากนั้นก็นำเทคโนโลยีและ AI มาใช้เชื่อมต่อกับแพทย์ระยะไกล หรือผู้เชี่ยวชาญที่อาจจะไม่ได้ประจำอยู่ที่ศูนย์สุขภาพนั้น

บังกา ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ โดยสมมติว่ามีคลินิกสุขภาพแห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย ที่มีคนไข้เดินเข้ามาแล้วบอกว่า "ฉันมีผื่นขึ้นตรงนี้" ผมดูแล้วไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ผมสามารถถ่ายรูปแล้วส่งให้หมอที่ดูแลร่วมกับอีก 20 คลินิกได้

การท่องเที่ยว ในหัวข้อนี้บังกาได้ยก “ประเทศไทย” เป็นตัวอย่างสำคัญ  ซึ่งไทยเองก็มีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าในอดีตที่ผ่านมา

ภาคการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม  ไม่ใช่แค่การขุดเจาะหรือดึงเอาทรัพยากรไปใช้เฉยๆ แต่เป็นการสร้างงานในท้องถิ่นจากแร่ธาตุและโลหะต่างๆ   บังกามองว่าประเทศกำลังพัฒนาอุดมไปด้วยทรัพยากรเหล่านี้ แต่พวกเขาต้องการงานที่มีคุณภาพจริงๆ  

หนึ่งในกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ จากแพลตฟอร์มที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงเกษตรกรและสหกรณ์ในอินเดีย ให้เข้าถึงปุ๋ยที่ดีขึ้น เมล็ดพันธุ์ที่ดีขึ้น ประกันพืชผลที่ดีขึ้น สินเชื่อที่ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ราคาขายผลผลิตที่ดีขึ้น

IMF ชี้ AI ช่วยเศรษฐกิจโลกโตต่อประมาณ 3% 

World bank-IMF  ชู ‘จ้างงาน’ วาระโลก หนุนพลัง AI พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก

คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองว่าการเร่งปรับตัวเข้าสู่ยุค AI ช่วยให้เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตได้ประมาณ 3%  ท่ามกลางแรงฉุดจากวิกฤติพลังงาน

IMF ประเมินว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชียสำหรับกลุ่มประเทศเอเชียmujพัฒนาแล้ว อาจเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.5% ถึง 1% ซึ่งการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 1%  ส่วนประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอาจเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.2% ถึง 0.8%

ตัวเลข 1% นี้สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยกิออร์กิเอวาได้ฉายภาพว่าผลกระทบมากพอที่จะเข้ามาชดเชยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่หายไปจากปัญหาประชากรสูงวัย

“กล่าวคือ AI จะเข้ามาทดแทนและชดเชยผลกระทบจากสังคมสูงวัยได้ แถมยังเกินพอด้วยซ้ำ”

การมาของ “AI”  กำลังสร้างผลกระทบระลอกแรก ซึ่งช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจในประเทศกลุ่มเล็กๆ เติบโตขึ้น เนื่องมาจากการสร้างศูนย์ข้อมูล  และการลงทุนในส่วนที่เป็นตัวขับเคลื่อน AI

เมื่อมองไปที่ห่วงโซ่อุปทาน  มี 3 เศรษฐกิจหลักที่เป็นผู้ผลิต AI รายใหญ่ที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย แต่ก็ยังมีประเทศอื่นๆ ที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับ AI ซึ่งหลายประเทศอยู่ในเอเชีย รวมถึง “ประเทศไทย”   

อย่างไรก็ดี กิออร์กิเอวาชี้ว่านี่เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น และยังไม่ใช่ส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุดของเรื่องราว เพราะคลื่นลูกถัดไปของ AI คือ "การนำไปใช้งาน" และนั่นคือจุดที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ 

AI คลื่นสึนามิถล่ม ‘ตลาดแรงงาน’

กิออร์กิเอวาเปรียบ  AI เสมือน "คลื่นยักษ์สึนามิที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าหาตลาดแรงงาน"  และพนักงานรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน   คือกลุ่มที่เปราะบางและได้รับผลกระทบมากที่สุด 

IMF ประเมินว่าผลกระทบระยะยาวต่อการจ้างงานทั่วโลก โดยชี้ว่า 40% ของงานทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจาก AI ไม่ว่าจะเป็นการถูกยกระดับงานให้ดีขึ้น ท ถูกลดทอนคุณค่าลง หรือถูกแทนที่จนหายไป ถัดมาคือประเทศพัฒนาแล้วได้รับผลกระทบสูงถึง 60% และประเทศรายได้น้อยได้รับผลกระทบราว 23% เนื่องจากเทคโนโลยี AI ยังเข้าไปไม่ถึงอย่างทั่วถึง

3 สิ่งเร่งด่วนที่เราต้องทำเพื่อรับมือ 

 

ศึกษาและทำความเข้าใจตลาดแรงงาน

ด้านกิออร์กิเอวา ได้ยกตัวอย่างการศึกษาในสหรัฐพบว่า 10% ของงานเริ่มต้องการทักษะ AI ขั้นสูง ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ขณะที่งานรูทีนที่ทำซ้ำๆ เริ่มหดตัว

ในทางกลับกัน งานค่าแรงต่ำกลับเพิ่มขึ้นใน 2 ด้าน คือ งานก่อสร้างศูนย์ข้อมูล และงานบริการ

แม้ภาพรวมการจ้างงานอาจดูเป็นบวก แต่ส่วนใหญ่โตในฝั่งงานค่าแรงต่ำ ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ขาดโอกาสสะสมประสบการณ์จากงานรูทีนเพื่อไต่เต้าสู่อนาคต

“AI ไม่ได้ลดความต้องการแรงงาน แต่มันกำลัง "เปลี่ยนรูป" ความต้องการแรงงานให้ต่างไปจากเดิม”

 

ปฏิรูประบบการศึกษาครั้งใหญ่

ภาครัฐต้องตระหนักว่าเราไม่สามารถเรียนรู้ทักษะเดียวแล้วใช้ทำงานได้ตลอดชีวิตอีกต่อไป ปรับไปสู่การส่งเสริม “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”  จึงเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุดในยุค AI

 

เตรียมพร้อมรับมือด้านการคลังและภาษี

ปัจจุบันรัฐบาลเก็บภาษีรายได้หลัก "จากมนุษย์" แต่หากอนาคต AI ทำให้แรงงานมนุษย์ลดลงแต่ทุน กลับเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะเผชิญความท้าทายเรื่องการจัดเก็บรายได้ เพื่อนำมาใช้ช่วยเหลือสังคมในการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI

"ใช้ AI จัดการงานที่เราไม่อยากทำ แล้วปล่อยให้เราได้ทำในสิ่งที่รัก พร้อมยกระดับผลผลิตและมาตรฐานการครองชีพให้สูงขึ้น โดยที่ยังคงรักษาศักดิ์ศรีและความมีคุณค่าของความเป็นมนุษย์เอาไว้"