วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

เวิลด์แบงก์ชี้ ‘AI ไม่ต้องใหญ่ ชู ‘Small AI’ ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์เอเชีย ชูแนวคิด ‘Small AI’ เพิ่มผลิตภาพเศรษฐกิจไทย ชี้ไม่จำเป็นต้องใช้ AI ขนาดใหญ่ แต่ต้องปรับเทคโนโลยีให้เหมาะกับข้อมูลและความต้องการในท้องถิ่น เผยบริษัทไทยใช้ AI เพียง 12% เทียบสหรัฐ 43% ขณะที่ 80% ไม่คาดว่าจะได้ประโยชน์ด้านผลิตภาพจาก AI แนะรัฐเร่งพัฒนาทักษะแรงงานและลดข้อจำกัด ‘ภาคบริการ’

ท่ามกลางการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก ทั้งการพัฒนาโมเดลเอไอขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้น รวมถึงการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) มองว่า ประเทศกำลังพัฒนาไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี AI ที่มีขนาดใหญ่หรือล้ำหน้าที่สุดเสมอไป แต่ต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของตนเองเพื่อเพิ่มผลิตภาพและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้จริง ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า “Small AI”

“ฟรานซิสกา โอนซอร์เกอ” (Franziska Ohnsorge) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงโอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจไทยภายใต้กระแส AI โดยระบุว่า แม้เทคโนโลยีนี้จะมีศักยภาพสูงในการเพิ่มผลิตภาพ แต่ประโยชน์ที่คาดหวังยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ภาคธุรกิจยังนำ AI มาใช้น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วมาก

โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้ภาคธุรกิจสามารถนำ AI ไปใช้แก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้จริง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานและแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางการเติบโตของเศรษฐกิจ

ชู ‘Small AI’ ใช้เทคโนโลยีให้ตรงโจทย์

โอนซอร์เกออธิบายว่า แนวคิด Small AI ให้ความสำคัญกับการนำ AI มาใช้และการปรับเทคโนโลยีให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่มีความก้าวหน้าสูงสุด

“แน่นอนว่า หากเราไม่นำเทคโนโลยีมาใช้ก็ย่อมไม่เกิดอะไรขึ้น แต่วิธีที่เรานำเทคโนโลยีมาใช้ก็สำคัญมากเช่นกัน นั่นคือสิ่งที่เราหมายถึงการปรับโมเดล AI ที่พัฒนาขึ้นในระดับโลกให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น”

นักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์ยกตัวอย่างการใช้ AI ช่วยผู้ค้าขายอาหารริมทางประเมินว่า การขายอาหารชนิดหนึ่งในวันนั้นจะสามารถทำกำไรได้หรือไม่ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทยได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้

แม้จะเป็นการใช้งานที่ดูเรียบง่าย แต่ตัวอย่างดังกล่าวสะท้อนแนวคิด Small AI ได้อย่างชัดเจน เพราะเป็นการนำข้อมูลที่มีขอบเขตจำกัดและเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเฉพาะด้านมาวิเคราะห์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น

“นี่คือสิ่งที่เราหมายถึง Small AI คือการใช้ชุดข้อมูลขนาดเล็กที่มีขอบเขตชัดเจนและมุ่งตอบโจทย์เฉพาะด้าน แล้วนำ AI มาวิเคราะห์หารูปแบบจากข้อมูลเหล่านั้น”

โอนซอร์เกออธิบายเพิ่มเติมว่า การใช้ชุดข้อมูลที่มีขอบเขตชัดเจนยังช่วยลดความกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลได้บางส่วน เพราะผู้ใช้งานสามารถควบคุมข้อมูลที่นำมาใช้ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับบริษัทที่ยังลังเลจะนำ AI มาใช้

“Small AI คือการนำเทคโนโลยีมาปรับให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและวัตถุประสงค์ในท้องถิ่น โดยอาจไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ล้ำหน้าที่สุด”

หัวใจของแนวคิดนี้จึงอยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับข้อมูลและความต้องการเฉพาะด้าน มากกว่าการมุ่งใช้ AI ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดหรือมีความสามารถครอบคลุมทุกประเภทงาน

นอกจากตัวอย่างร้านอาหารริมทางแล้ว โอนซอร์เกอยังยกกรณีภาคเกษตรในเอเชียใต้ โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลเพื่อช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจเกี่ยวกับการใส่ปุ๋ยได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

การใช้ปุ๋ยให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผลผลิตทางการเกษตรจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญสามประการ ได้แก่ การเลือกใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับพืช การใส่ปุ๋ยในช่วงเวลาที่เหมาะสม และการใช้ในปริมาณที่พอดี

ปัจจัยเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ ทั้งลักษณะดิน พยากรณ์อากาศ และชนิดของพืชที่ปลูกในแต่ละแปลง ทำให้การใช้ข้อมูลเฉพาะพื้นที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจ

“AI มีศักยภาพสูงมากในเรื่องนี้ แต่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลในท้องถิ่น” โอนซอร์เกอกล่าว

อีกตัวอย่างหนึ่งคือภาคสาธารณสุข โดยเฉพาะการนำ AI มาช่วยพยาบาลประเมินอาการเจ็บป่วยและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการรักษาโรคที่พบได้ทั่วไป

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์อธิบายว่า ปัจจุบันมีองค์ความรู้ทางการแพทย์จำนวนมากเกี่ยวกับการรักษาโรคทั่วไป หากพยาบาลสามารถใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อตรวจสอบอาการของผู้ป่วย และดูว่าอาการดังกล่าวมีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับโรคใดมากที่สุด รวมถึงแนวทางการรักษาที่ใช้กันทั่วไป ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการให้บริการสาธารณสุข

บริษัทไทยใช้ AI แค่ 12% 

อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะมีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพ แต่โอนซอร์เกอมองว่า ประโยชน์ที่คาดหวังจากเทคโนโลยีนี้ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ประชาชนและภาคธุรกิจยังนำ AI มาใช้น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วมาก

ธนาคารโลกได้สำรวจบริษัทในประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา 7 ประเทศ เพื่อศึกษาว่าบริษัทเหล่านี้นำ AI มาใช้หรือไม่ ใช้อย่างไร มีการนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจหลักมากน้อยเพียงใด และเพราะเหตุใดบางบริษัทจึงยังไม่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว

ผลสำรวจพบว่าบริษัทในประเทศไทยที่นำ AI มาใช้มีสัดส่วนเพียง 12% เทียบกับอินเดียที่ 23% และสหรัฐที่ 43% สะท้อนว่าภาคธุรกิจไทยยังตามหลังในการนำเทคโนโลยี AI มาใช้

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการขาดความรู้เกี่ยวกับวิธีนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยผลสำรวจพบว่า “บริษัทไทยถึง 80% ไม่คิดว่าจะได้รับประโยชน์ด้านผลิตภาพจาก AI”

ขณะเดียวกัน “ต้นทุน” ของเทคโนโลยีก็เป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเป็นหนึ่งในเหตุผลที่บริษัทอ้างถึงบ่อยที่สุดในการตัดสินใจไม่นำ AI มาใช้ หากเทคโนโลยีมีต้นทุนสูง และบริษัทส่วนใหญ่ไม่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ด้านผลิตภาพ ก็ยากที่จะเห็นเทคโนโลยีนั้นช่วยเพิ่มผลิตภาพในวงกว้าง เพราะมีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่ตัดสินใจนำมาใช้

โอนซอร์เกอระบุว่า ขณะนี้ยังเป็นช่วงเริ่มต้นของการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจ และยังไม่เห็นการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพอย่างก้าวกระโดดจากการที่บริษัทนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้ในการดำเนินงาน

 รัฐต้องสร้างความชัดเจน ไม่ใช่เพิ่มข้อจำกัด

สำหรับนโยบายที่จำเป็นต่อการส่งเสริมการใช้ AI โอนซอร์เกอมองว่า ภาคเอกชนต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก หากต้องการให้ประโยชน์ด้านผลิตภาพจาก AI ขยายไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง แม้รัฐบาลจะสามารถนำ AI มาใช้ปรับปรุงการให้บริการสาธารณะได้เช่นกัน แต่การสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องอาศัยการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจ

บทบาทสำคัญของรัฐบาลคือการแก้ไขปัญหาที่ทำให้ภาคเอกชนลังเลจะนำ AI มาใช้ โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเหตุผลสำคัญที่บริษัทไม่ต้องการใช้ AI

ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล รัฐบาลจึงควรสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ด้านข้อมูล มากกว่าการมุ่งเพิ่มข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี

อีกบทบาทหนึ่งคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งหลายเรื่องไม่ได้เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ปัจจัยเหล่านี้รวมถึงการพัฒนาแรงงานให้มีทักษะที่สามารถใช้ AI ได้ การสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความแน่นอนและคาดการณ์ได้ เพื่อให้บริษัทมีความมั่นใจในการลงทุน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานให้เพียงพอรองรับความต้องการของเศรษฐกิจ

ทักษะ AI อย่างเดียวไม่พอ นายจ้างต้องการทักษะพื้นฐาน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ซึ่งโอนซอร์เกอระบุว่า จนถึงขณะนี้ธนาคารโลกยังไม่พบการสูญเสียงานจำนวนมากจาก AI ในเอเชียตะวันออกเหมือนที่เกิดขึ้นในบางประเทศ สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะการนำ AI มาใช้ในภูมิภาคยังอยู่ในระดับต่ำ 

อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่เห็นการสูญเสียงานจำนวนมาก แต่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงความต้องการทักษะแรงงานของภาคธุรกิจ

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทที่ต้องการแรงงานด้าน AI ไม่ได้มองหาเพียงผู้ที่มีทักษะในการใช้เทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังต้องการทักษะอื่นที่สามารถนำมาใช้ควบคู่กันได้

ข้อมูลของธนาคารโลกพบว่า ประกาศรับสมัครงานที่เกี่ยวข้องกับ AI มีการระบุความต้องการทักษะบางประเภทบ่อยกว่าประกาศรับสมัครงานทั่วไปถึง 14–16 เท่า โดยทักษะเหล่านี้รวมถึงทักษะด้านคณิตศาสตร์ การคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ และทักษะการสื่อสาร เช่น การนำเสนองานและการพูดคุยกับลูกค้า

“เมื่อบริษัทมองหาทักษะด้าน AI พวกเขาไม่ได้ต้องการเพียงทักษะด้าน AI เท่านั้น แต่ยังต้องการทักษะอื่นที่ช่วยเสริมกันด้วย”

โอนซอร์เกอระบุว่า ทักษะเหล่านี้เป็นทักษะพื้นฐานที่แรงงานจำเป็นต้องมีอยู่แล้ว และเป็นส่วนสำคัญของการเตรียมความพร้อมให้เศรษฐกิจสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ได้

ดังนั้น การพัฒนาทักษะแรงงานจึงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการนำ AI มาใช้ ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นผู้จัดการฝึกอบรมโดยตรง หรือเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาทักษะก็ตาม

ไทยมีจุดแข็ง แต่ยังติดข้อจำกัดภาคบริการ

เมื่อถามถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งผลิตภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โอนซอร์เกอมองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายด้านที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ จุดแข็งสำคัญคือฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลก รวมถึงภาคบริการที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการส่งออกบริการ

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต โดยเฉพาะ 'กฎระเบียบในภาคบริการ" ซึ่งอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน

“ประเทศไทยมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลก อีกทั้งยังมีภาคบริการที่มีความคึกคัก รวมถึงการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการส่งออก”

“แต่ก็มีข้อจำกัดที่ขัดขวางการเติบโตต่อไป ตัวอย่างเช่น เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีข้อจำกัดในภาคบริการสูงที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคบริการอย่างมาก”

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์ระบุว่า ข้อจำกัดเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีมานาน และสามารถดำเนินการแก้ไขได้โดยไม่จำเป็นต้องรอการพัฒนา AI

ประชากรลด บีบไทยเร่งเพิ่มผลิตภาพ

สำหรับโอกาสการเติบโตของไทยในระยะ 10 ปีข้างหน้า โอนซอร์เกอมองว่า ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งเป็นปัญหาที่ไทยกำลังเผชิญเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วและประเทศรายได้สูง

ประชากรวัยทำงานของไทยมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การเติบโตของเศรษฐกิจจำเป็นต้องมาจากการลงทุนหรือการเพิ่มผลิตภาพมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูงก็เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

โอนซอร์เกออธิบายว่า การเพิ่มผลิตภาพสามารถทำได้จากสองแนวทางสำคัญ

แนวทางแรกคือการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ซึ่งเป็นจุดที่ AI มีศักยภาพ โดยเฉพาะการปรับเทคโนโลยีให้เหมาะกับความต้องการในท้องถิ่นผ่านแนวคิด Small AI

ส่วนแนวทางที่สองคือการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรปัจจัยการผลิต ทั้งเงินทุน ที่ดิน และแรงงาน เพื่อให้ทรัพยากรเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สามารถสร้างผลิตภาพได้สูงกว่า

นักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์มองว่า นโยบายส่งเสริมการแข่งขันและการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันให้กับผู้ประกอบการมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ เพราะจะช่วยให้ปัจจัยการผลิตเคลื่อนย้ายไปสู่ธุรกิจหรือกิจกรรมที่สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“การเพิ่มผลิตภาพสามารถมาจากสองแหล่ง แหล่งแรกคือเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งเป็นจุดที่เราเห็นศักยภาพของ AI โดยเฉพาะการปรับ AI มาใช้และ Small AI”

“อีกแหล่งหนึ่งคือการจัดสรรปัจจัยการผลิต ทั้งเงินทุน ที่ดิน และแรงงาน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่นโยบายการแข่งขันและมาตรการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันเข้ามามีบทบาท”

โอนซอร์เกออธิบายว่า การแก้ไขปัญหาการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้เงินทุน แรงงาน และที่ดินเคลื่อนย้ายไปสู่ผู้ที่สามารถใช้ทรัพยากรเหล่านี้สร้างผลิตภาพได้สูงกว่า จะช่วยเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจได้จากการจัดสรรทรัพยากรที่ดีขึ้น

สำหรับเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญปัญหาประชากรวัยทำงานลดลงและข้อจำกัดด้านการลงทุน การเพิ่มผลิตภาพจึงมีความสำคัญมากขึ้น ขณะที่ Small AI เป็นหนึ่งในโอกาสจากเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถนำมาปรับใช้กับความต้องการของธุรกิจและประชาชนได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการใช้ AI ที่มีขนาดใหญ่หรือล้ำหน้าที่สุด

 

กรุงเทพธุรกิจ The Executive Insight