อียูและจีนบรรลุ “ความเข้าใจครั้งใหญ่ร่วมกัน” คาดนำไปสู่การลดส่งออกรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดจากจีนได้เกินครึ่ง ท่ามกลางแรงกดดันแก้ปัญหาขาดดุลการค้ากับจีน ช่วยปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรปที่กำลังแย่
KEY POINTS
- สหภาพยุโรป (อียู) และจีนบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น โดยจีนจะลดการส่งออกรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดมายังยุโรปลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง
- ข้อตกลงดังกล่าวเป็นผลจากความพยายามของอียูในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีนที่เพิ่มสูงขึ้น และเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรป
- การเจรจาครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงก้าวแรกที่สำคัญในกระบวนการปรับสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองฝ่าย
- ผลจากข้อตกลงดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป (อียู) ได้ประกาศบรรลุความตกลงครั้งสำคัญกับรัฐบาลจีน ที่อาจ "ลดการส่งออก" รถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดจากจีนเข้าสู่อียู "ลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง" ท่ามกลางความพยายามลดการขาดดุลการค้าของอียูกับจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งรวมถึงสินค้าในกลุ่ม "รถยนต์"
มารอช เชฟโชวิช (Maroš Šefčovič) กรรมาธิการการค้าของอียู เปิดเผยว่าหลังการหารือเป็นเวลา 2 วัน ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุ “ความเข้าใจร่วมกัน” ซึ่งจะช่วย “ชะลอ” การส่งออกรถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดของจีนเข้าสู่อียู และจะลดการนำเข้าลงหลายล้านคันภายในช่วง 4 ปี แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าจะดำเนินการตามข้อตกลงอย่างไร
ภายหลังมีการรายงานข่าวนี้ หุ้นของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป ซึ่งปรับตัวลงต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จากผลกระทบของภาษีนำเข้าสหรัฐและการส่งออกรถยนต์จีนที่พุ่งขึ้น ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นส่วนใหญ่เมื่อวันศุกร์
ความเข้าใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการหารือระหว่างเซฟโชวิชกับคณะเจ้าหน้าที่จีน ซึ่งรวมถึงหวัง เหวินเทา รัฐมนตรีพาณิชย์ของจีน ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา และยังมีขึ้นหลังความขัดแย้งระหว่างปักกิ่งกับบรัสเซลส์ยืดเยื้อมาหลายปีเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น รถยนต์
ผู้นำอียูจะหารือผลลัพธ์ดังกล่าวในช่วงเริ่มต้นการประชุมสุดยอดที่กรุงบรัสเซลส์ในวันพฤหัสบดีหน้า เพื่อพิจารณาว่าข้อตกลงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการ "ปรับสมดุล" การขาดดุลการค้าระหว่างอียูกับจีนหรือไม่ ซึ่งขณะนี้การขาดดุลเพิ่มขึ้น "เกินวันละ 1 พันล้านยูโร" ไปแล้ว
เชฟโชวิชกล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงปักกิ่งว่า เขาเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก แต่ก็ย้ำด้วยว่าความตกลงครั้งนี้ "ยังห่างไกลจากจุดสิ้นสุด นี่เป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่ก็ยังเป็นเพียงก้าวแรกในกระบวนการปรับสมดุล”
ด้านแบร์นท์ ลังเงอ ประธานคณะกรรมาธิการการค้าของรัฐสภายุโรป กล่าวว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับรถไฮบริดจำเป็นต้องขยายไปยังภาคส่วนอื่นด้วย และอียูควรใช้มาตรการปกป้องทางการค้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า หวังกล่าวกับเชฟโชวิชว่า "จีนไม่ใช่ต้นตอของปัญหาอียู แต่เป็นหุ้นส่วนในการแก้ไขปัญหา"
ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังบรรลุความเข้าใจร่วมกันในการลดภาษีนำเข้าของจีนต่อสินค้าส่งออกจากอียูบางรายการ มูลค่าราว 4 พันล้านยูโร ซึ่งรวมถึงชิ้นส่วนรถยนต์ น้ำมันมะกอก และรองเท้า นอกจากนี้ ยังมีการอำนวยความสะดวกในการอนุมัติใบอนุญาตส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กถาวรจากจีนด้วย ผ่านกลไกช่องทางสีเขียวของจีน
กังวลรถยนต์จีนทะลักเข้าอียู
ประเทศในอียูกำลังกังวลต่อการนำเข้า "รถยนต์จากจีน" ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศกำลังต้องเลิกจ้างปลดพนักงาน โดยเฉพาะค่ายรถอันดับ 1 ของฝั่งยุโรปอย่าง "โฟล์คสวาเกน" (Volkswagen) ซึ่งกำลังจะต้องปลดพนักงานครั้งใหญ่สุดมากถึง 100,000 ตำแหน่ง
การนำเข้ารถปลั๊กอินไฮบริดเข้าสู่อียูเพิ่มขึ้นถึง 86% ในช่วงหนึ่งปีจนถึงเดือนก.ย. 2026 ในขณะที่ราคาลดลงถึง 20%
ปัจจุบัน รถปลั๊กอินไฮบริดที่อียูนำเข้ามากกว่าครึ่งล้วนมาจากจีน เทียบกับปี 2025 ที่จีนยังมีสัดส่วนเพียง 30% ของมูลค่าการนำเข้ารถปลั๊กอินไฮบริดของอียู
ทั้งนี้ ข้อพิพาทระหว่างจีนกับอียูเกี่ยวกับการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากจีน ซึ่งนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีของอียูในปี 2024 ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี และต่อมาได้ขยายวงไปยังมาตรการตอบโต้ของจีนต่อสินค้านำเข้าจากอียู อาทิ บรั่นดี เนื้อหมู และผลิตภัณฑ์นมจากอียู รวมถึงข้อจำกัดการส่งออกแร่หายากและแร่สำคัญด้วย
ในบรรดาประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการตอบโต้ของจีนนั้น "ฝรั่งเศส" และ "เยอรมนี" เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยฝรั่งเศสคิดเป็น 90% ของการส่งออกบรั่นดีจากอียูไปจีน ขณะที่เยอรมนีมีความเสี่ยงสูงในภาคผลิตภัณฑ์นม
จีนและอียูระบุในแถลงการณ์ร่วมล่าสุดว่า จะหารือกันต่อเกี่ยวกับมาตรการกำหนดราคาขั้นต่ำเพื่อเป็นทางเลือกแทนภาษี อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเก็บภาษีรถอีวีจีนแล้วก็ตาม แต่การส่งออกรถยนต์อีวีจีนก็เริ่มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในปีนี้
ฝั่งรถยนต์ยุโรปมองดีลนี้อย่างไร
สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนี (VDA) แสดงท่าทีต้อนรับข้อตกลง "อย่างระมัดระวัง" โดยระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าจะสามารถจัดการกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมได้หรือไม่
"เมอร์เซเดส เบนซ์" (Mercedes-Benz) ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวสะท้อนว่าการเจรจาอย่างสร้างสรรค์เป็นแนวทางที่เหมาะสมในการรับมือความท้าทาย และควรช่วยเพิ่มความแน่นอนให้มากขึ้น
ขณะที่มัทธีอัส ชมิดต์ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรป กล่าวว่า ประเทศอย่างเยอรมนีเคยคิดว่าตนเองจะไม่ได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามของค่ายรถจีน แต่ตอนนี้กลับเริ่มตระหนักถึงสถานการณ์แล้ว และเรียกร้องให้บรัสเซลส์เข้ามาดำเนินการ
“ผลก็คือแถลงการณ์ของเชฟโชวิชในวันนี้” เขากล่าว “ตอนนี้เบอร์ลินกำลังขอให้ลอนดอนเข้าร่วมกับพวกเขาและบรัสเซลส์ด้วย เนื่องจากสหราชอาณาจักรคิดเป็น 30% ของยอดขายรถยนต์ใหม่จากจีนในยุโรปตะวันตก”
'ขาดดุลการค้า' ปัญหาหลักอียู-จีน
ข้อมูลจาก UN Comtrade ระบุว่า การส่งออกของจีนไปยังอียูมีมูลค่ารวม 5.60 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นจาก 5.17 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2024 โดยการส่งออกไปยังประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น เยอรมนี อิตาลี สเปน และโปแลนด์ ต่างเพิ่มขึ้นราว 10% จากปีก่อน ขณะที่การส่งออกไปฮังการีพุ่งขึ้น 43%
ในทางกลับกัน จีนซื้อสินค้าจากยุโรปมูลค่า 2.683 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ลดลงจาก 2.694 แสนล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่วนใหญ่มาจากเดนมาร์ก ไอร์แลนด์ และฝรั่งเศส
รอยเตอร์สระบุว่า จีนต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศเพื่อช่วยรองรับสินค้าราคาถูกที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐจำนวนมหาศาล ซึ่งผู้บริโภคภายในประเทศไม่สามารถดูดซับได้ทั้งหมด
ขณะที่อียูต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการเปิดรับสินค้านำเข้าเหล่านี้เพื่อลดค่าครองชีพ กับการสกัดสินค้าจีนเพื่อฟื้นฟูฐานการผลิตของตนเอง
เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เตือนรัฐสภายุโรปเมื่อเดือนที่แล้วว่า "ความไม่สมดุลทางการค้าได้มาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว" และกลุ่ม 27 ประเทศอียูจะใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีเพื่อปรับสมดุลความสัมพันธ์นี้
ด้านกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า จีนและอียูจะยังคงพิจารณาความเป็นไปได้ในการลดภาษีสินค้าบางประเภท และเดินหน้าหารือเรื่องการเข้าถึงตลาดสำหรับอุปกรณ์การแพทย์
ทั้งนี้ เชฟโชวิชและหวังมีกำหนดประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์กันในเดือนม.ค. 2027 และจะพบกันอีกครั้งในเดือนมี.ค.





