แบงก์เวียดนามแห่ระดมทุนเกือบ 7 พันล้านดอลลาร์ รับเศรษฐกิจโตแรง ปลดล็อกเพดานให้ต่างชาติถือหุ้นเพิ่ม รับมือเกณฑ์ Basel III
รอยเตอร์รายงานว่า ธนาคารต่างๆ ใน “เวียดนาม” กำลังวางแผนขายหุ้นมูลค่าเกือบ 7 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความต้องการเงินทุนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วตามขนาดเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนต่างชาติในการขยายธุรกิจเข้าสู่ภาคธุรกิจที่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด
ในไตรมาสที่ 3 เศรษฐกิจเวียดนามโตเกือบ 10% ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่กลุ่มธนาคารโตเร็วที่สุดในเอเชีย
คลายกฎเหล็กดึง 'ทุนต่างชาติ'
แต่ทว่าการเข้าถึงตลาดเวียดนามสำหรับชาวต่างชาติยังคงมีข้อจำกัด โดยมีการกำหนกเพดานการถือหุ้นของชาวต่างชาติอยู่ที่ 30% จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนรายเดียวไว้ที่ 20% และมีการควบคุมการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด
ในปีนี้ มีการปรับเพิ่มเพดานการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 11% แตะที่ระดับ 6.1 พันล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต
รวมทั้งสถาบันการเงินในประเทศ 3 แห่งได้รับอนุญาตให้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นโดยนักลงทุนต่างชาติได้สูงสุดถึง 49%
หนึ่งในเหตุผลที่ธนาคารในเวียดนามจำเป็นต้องเร่งระดมทุนและขายหุ้นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเงินกองทุน คือการปรับตัวเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานสากล บาเซิล 3 (Basel III) ที่มีความเข้มงวดมากขึ้นภายในปี 2030 ความจำเป็นนี้ยิ่งเร่งด่วนขึ้นไปอีกจากการเติบโตของสินเชื่อที่รวดเร็ว
การปฏิรูปตลาดหุ้นส่งผลให้เวียดนามได้รับการปรับสถานะขึ้นเป็นตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Market โดย FTSE Russell เมื่อเดือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีแผนแยกต่างหากในการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศให้ไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นอีกด้วย
กวีญ เหงียน (Quynh Nguyen) อาจารย์วิชาการเงินจากมหาวิทยาลัย hoa sen ในโฮจิมินห์ซิตี้ ระบุว่า เวียดนามกำลังเปิดรับเงินทุนต่างชาติเข้ามาในระบบธนาคารมากขึ้น เนื่องจาก “กำลังเริ่มทบทวนแนวทางการจัดหาเงินทุนสำหรับการเติบโตในระยะต่อไป” อย่างไรก็ตาม เธอยังเตือนด้วยว่ามาตรการนี้มีความเฉพาะเจาะจงและเลือกปฏิบัติ
กวีญกล่าวเพิ่มเติมว่า การเสนอขายหุ้นเหล่านี้ได้ช่วยกระตุ้นความสนใจจากชาวต่างชาติ “โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่คุ้นเคยกับตลาดเวียดนาม และกำลังพิจารณาที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”
ส่องดีลยักษ์ ‘แบงก์เวียดนาม’
แหล่งข่าว 2 คนที่ไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า สถาบันการเงินจากต่างประเทศหลายแห่งที่กำลังเจรจาซื้อขายหุ้นกับพาร์ทเนอร์ในเวียดนาม ระบุว่าปัจจัยดึงดูดใจในการขยายธุรกิจมาที่นี่ ได้แก่ ผลกำไรจากการลงทุนทางการเงิน และโอกาสในการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคของเวียดนามที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอย่างประกันภัย
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า ซูมิโตโม มิตซุย SMBC จากประเทศญี่ปุ่น กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับพาร์ทเนอร์เวียดนามอย่าง VPBank เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจาก 15% เป็น 20% โดยที่ VPBank มีแผนจะเสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบันมูลค่าราว 560 ล้านดอลลาร์ตามราคาตลาดปัจจุบัน ซึ่งธนาคารแห่งนี้ได้รับอนุญาตให้ขยายเพดานการถือหุ้นของชาวต่างชาติได้สูงสุดถึง 49%
ด้าน Vietcombank ซึ่งเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ได้เปิดเผยแผนการขายหุ้น 6.5% ภายในสิ้นปีนี้ โดยมีมูลค่าธุรกรรมประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์ตามราคาปัจจุบัน โดยอ้างอิงจากรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นของ Vietcombank เมื่อเดือนเม.ย.ระบุว่า “มิซูโฮ แบงก์” จากญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นต่างชาติรายใหญ่ที่สุดด้วยสัดส่วน 15% “อาจพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของตนเองขึ้นอีก”
อย่างไรก็ตาม ทางมิซูโฮปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้
ด้าน BIDV ธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเวียดนาม ได้ขายหุ้นไปแล้วประมาณ 3% ให้กับกลุ่มนักลงทุนจำนวนมากเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา และมีแผนจะขายหุ้นเพิ่มอีกเกือบ 11% ภายในสิ้นปีหน้า คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
ทางด้านโฆษกของ KEB Hana จากเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของ BIDV ระบุว่า ทางบริษัทไม่ได้เข้าร่วมในการเสนอขายหุ้นรอบแรก แต่กำลังพิจารณาว่าจะเข้าร่วมในแผนการรอบใหม่นี้หรือไม่
ทางด้าน HDBank ได้ประกาศแผนการขายหุ้นสัดส่วน 10.7% ภายในสิ้นปีหน้า และได้รับอนุญาตให้ขยายสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติได้สูงสุดถึง 49% แต่ยังไม่มีนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่
ในส่วนของ Techcombank ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศได้รายงานเมื่อเดือนส.ค.ว่า ทางธนาคารได้หารือเกี่ยวกับการขายหุ้นกับสถาบันการเงินจากต่างประเทศเช่นกัน
ข้อมูลจากฟินเรตติ้งส์ (FiinRatings) ระบุว่า ในปีนี้บรรดาธนาคารและบริษัทต่างๆ ของเวียดนามได้เปิดเผยแผนการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศรวมมูลค่าสูงถึง 5.3 พันล้านดอลลาร์
ความเคลื่อนไหวของเวียดนามที่สะท้อนความต้องการเปิดรับเงินทุนจากต่างประเทศชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นการที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาออกพันธบัตรสกุลเงินตราต่างประเทศในตลาดต่างประเทศ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2014
ด้านกลุ่มธนาคารก็กำลังชั่งน้ำหนักเรื่องการออกพันธบัตรต่างประเทศเช่นกัน ในขณะที่เทศบาลเมืองขนาดใหญ่ก็อาจสามารถเข้าถึงตลาดทุนระหว่างประเทศเพื่อเสนอขายตราสารหนี้ได้ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ๆ
ฟิทช์มองว่าความพยายามในการระดมทุนครั้งนี้ไม่น่าจะช่วยปรับปรุงฐานะเงินกองทุนของธนาคารส่วนใหญ่ให้ดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเงินทุนสดใหม่ที่ได้มาจะถูกนำไปปล่อยสินเชื่อใหม่อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเหล่านี้ก็อาจสร้างโอกาสใหม่ๆ ขึ้นมาได้เช่นกัน เนื่องจากฟิทช์ระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่จะต้องมีการอัดฉีดเงินทุนก้อนใหญ่อีกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า




