อิรักเร่งเช่าเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่ม ฝ่าวิกฤติ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ หลังสงครามดันความเสี่ยง-ค่าระวางพุ่งแรง พร้อมเดินหน้าสร้างกองเรือของตัวเอง ลดการพึ่งพาเรือภายนอก ขณะที่ค่าขนส่งเส้นทางซาอุฯ-จีนทะยาน ‘แตะ 1.29 ล้านดอลลาร์ต่อวัน’
“ช่องแคบฮอร์มุซ” กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของอิรัก เมื่อสงครามทำให้การส่งน้ำมันออกจากอ่าวเปอร์เซียทั้งเสี่ยงและแพงขึ้น จนแบกแดดต้องเร่งแก้เกมด้วยการ “เช่าเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่ม” พร้อมเดินหน้าสร้างกองเรือของตัวเอง หวังลดการพึ่งพาเรือจากภายนอกและรักษาเส้นเลือดใหญ่ของรายได้ประเทศ ท่ามกลางค่าระวางที่พุ่งขึ้นในระดับแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แหล่งข่าวระบุกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า บริษัท Iraqi Oil Tankers Co. (IOTC) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของอิรัก เตรียมเช่าเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 2 ลำในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ประกอบด้วยเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก (VLCC) อย่างน้อย 1 ลำ และเรือขนาด Suezmax ที่เล็กกว่าอีก 1 ลำ พร้อมเตรียมเปิดประมูลเช่าเรือเพิ่มเติม หลังการประมูลก่อนหน้านี้ถูกยกเลิก เนื่องจากไม่ได้รับข้อเสนอที่เหมาะสม
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว สะท้อนการปรับยุทธศาสตร์ส่งออกน้ำมันของอิรัก หลังสงครามทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงสูง โดยอิรัก “เสียเปรียบ” ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นในอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจาก “ไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันเป็นของตัวเอง” ทำให้ต้องเสนอส่วนลดน้ำมันดิบในระดับสูงเพื่อจูงใจลูกค้าให้ยอมรับความเสี่ยงในการส่งเรือเข้ามารับน้ำมัน
อาลี ไกส์ อับดุล จับบาร์ ผู้อำนวยการ IOTC ระบุว่า บริษัทเพิ่งบรรทุกน้ำมันลงเรือ VLCC เพื่อเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ”
ก่อนหน้านี้ บริษัทต่างๆ ในอิรักได้ซื้อเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่มากอย่างน้อย 2 ลำ โดยหนึ่งในนั้นมีราคาประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6,700 ล้านบาท จากข้อตกลงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ทราบเรื่อง
หากตัวเลขดังกล่าวได้รับการยืนยัน ราคานี้จะถือเป็นราคาสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเรือประเภทนี้ เมื่ออ้างอิงข้อมูลของ Clarkson Research Services Ltd ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของนายหน้าซื้อขายเรือรายใหญ่ที่สุดของโลก
นอกจากนี้ บาซิม โมฮัมเหม็ด คูแดร์ รัฐมนตรีน้ำมันอิรักเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังจัดหาเงินทุนเพื่อซื้อเรือให้รัฐวิสาหกิจ IOTC เป็นของตัวเอง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการส่งออกและเพิ่มผลตอบแทนทางการเงิน
ทั้งนี้ “อิรัก” ไม่ใช่ประเทศเดียวที่เร่งเพิ่มกองเรือ โดย “คูเวต” ก็กำลังมองหาการซื้อเรือเพิ่มเติม ขณะที่ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ซื้อเรือ และ “ซาอุดีอาระเบีย” มีกองเรือขนาดใหญ่อยู่แล้ว ทำให้ทั้งสองประเทศมีความยืดหยุ่นในการส่งออกมากกว่าเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย
ความต้องการเรือที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับจำนวนเรือที่สามารถเดินทางผ่านฮอร์มุซได้อย่างจำกัด ส่งผลให้ตลาดเรือบรรทุกน้ำมันร้อนแรงอย่างมาก โดยรายได้รายวันของเรือในเส้นทางมาตรฐานซาอุดีอาระเบีย-จีน ทะยาน “แตะ 1.29 ล้านดอลลาร์” เทียบกับค่าเฉลี่ยเดิมที่ไม่ถึง 30,000 ดอลลาร์ต่อวันในช่วงปี 2564-2568 ตามข้อมูลของ Baltic Exchange ในกรุงลอนดอน
สำหรับเรือที่อิรักเช่ามาจนถึงสิ้นปี จะทำหน้าที่ขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนถ่ายน้ำมันไปยังเรือลำอื่นนอกช่องแคบ ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่งในอ่าวเปอร์เซียกำลังใช้เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาการส่งออกไปยังตลาดโลก
อ้างอิง: bloomberg





