‘อีลอน มัสก์’ คืนบัลลังก์ ‘เศรษฐีล้านล้านดอลลาร์’ หลังรวยขึ้น 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันเดียว ดันทรัพย์สินแตะ 1.04 ล้านล้านดอลลาร์ รับแรงส่งหุ้น SpaceX-Tesla พุ่ง พร้อมความหวังธุรกิจอวกาศและ AI
“อีลอน มัสก์” กลับมาครองสถานะ “เศรษฐีล้านล้านดอลลาร์” อีกครั้ง หลังความมั่งคั่งพุ่งขึ้นถึง 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว แรงหนุนจากราคาหุ้น SpaceX และ Tesla ที่ปรับตัวขึ้นพร้อมกัน
Bloomberg Billionaires Index ระบุว่า ทรัพย์สินสุทธิของมัสก์เพิ่มขึ้นแตะ 1.04 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อวันจันทร์ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือนที่ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีวัย 55 ปีรายนี้กลับมายืนเหนือระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หลังเคยขึ้นแท่นเป็นบุคคลแรกของโลกที่มีทรัพย์สินแตะระดับดังกล่าวเมื่อเดือนมิ.ย. จากการนำ SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น
ก่อนหน้านั้น ในช่วงหลัง IPO ไม่นาน หุ้น SpaceX ร่วงลงอย่างหนักจากความกังวลเรื่องมูลค่าบริษัทที่สูงเกินไป ส่งผลให้ความมั่งคั่งของมัสก์เคยหายไปมากกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์จากจุดสูงสุด ก่อนที่หุ้นจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงหลัง
แรงหนุนรอบล่าสุดมาจากทั้ง “SpaceX” และ “Tesla” ซึ่งรวมกันคิดเป็น “มากกว่า 98%” ของทรัพย์สินทั้งหมดของมัสก์ โดยหุ้น SpaceX ปรับตัวขึ้นราว 13% นับตั้งแต่ต้นเดือนต.ค. และฟื้นขึ้นประมาณ 58% จากจุดต่ำสุดในเดือนส.ค. ขณะที่หุ้น Tesla เพิ่มขึ้น 6.7% หลังบริษัทเปิดเผยยอดขายไตรมาส 3 ที่ดีกว่าคาด
สถาบัน Morgan Stanley ยังช่วยเติมแรงซื้อให้ SpaceX หลังมองว่าหุ้นอยู่ในระดับ “ราคาถูก” เมื่อเทียบกับโอกาสเติบโตในธุรกิจอวกาศและปัญญาประดิษฐ์ พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 300 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาปิดวันจันทร์ที่ 171.09 ดอลลาร์ราว 75%
ปัจจัยที่นักลงทุนจับตาคือ ความคืบหน้าของ “Starship” จรวดรุ่นใหม่ขนาดใหญ่ที่สุดของ SpaceX ซึ่งออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เต็มรูปแบบ และมีศักยภาพเพิ่มขีดความสามารถในการส่งดาวเทียม Starlink สินค้า และมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ
นอกจากนี้ SpaceX ยังขยายบทบาทเข้าสู่ธุรกิจ AI หลังเข้าซื้อ xAI และ Cursor โดยสร้างรายได้จากการให้เช่าโครงสร้างพื้นฐานประมวลผลแก่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ขณะที่ธุรกิจด้านกลาโหมและสัญญากับรัฐบาลสหรัฐยังเป็นอีกแหล่งรายได้สำคัญ
การฟื้นตัวของสองบริษัทหลัก จึงผลักดันให้มัสก์กลับมายืนเหนือเส้น 1 ล้านล้านดอลลาร์อีกครั้ง โดย Forbes ประเมินทรัพย์สินของเขาในปัจจุบันใกล้เคียงกันที่ราว 1.03 ล้านล้านดอลลาร์
อ้างอิง: cnbc, bloomberg




